Travel

LOST IN FUKUSHIMA ตอนที่ 1 ไปทำไมฟุกุชิมะ?

posted by oatkrubpom August 3, 2017 0 comments

ตอนที่ 1 ไปทำไมฟุกุชิมะ?

ตอนบอกคุณแม่ว่าจะไปญี่ปุ่น คุณแม่ก็บอกว่า อ้าวไปญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ เพิ่งกลับมาจากโอกินาว่านี่นา ( มีนาคม พ.ศ.2560)

ผ่านไปแค่ 4 เดือน เข้ากรกฎาคมปุ๊บ … ” จะไปญี่ปุ่นอีกแล้วเหรอ ไปไหนหละรอบนี้ ? “

พอตอบเค้าว่าจะไปเมืองไหน … มารดาถึงกับทำหน้างง พร้อมถามกลับมาว่า …

“ไปทำไมฟุกุชิมะ ?”


— เกริ่นสักนิด ก่อนออกเดินทาง —

เหตุผลที่ข้าพเจ้าเลือกไปเที่ยว ฟุกุชิมะ ญี่ปุ่น

คงจะจำเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ.2554 ที่โถมเข้าซัดชายฝั่งภูมิภาคโทโฮตุ (TOHOKU) รวมถึงจังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่นได้
จำได้ว่าบ่ายวันนั้นเป็นวันทำงานก็ทำงานไปตามปกติ จนมีพี่ที่ออฟฟิศเรียกให้ทุกคนมาชมข่าวด่วนทางโทรทัศน์
ภาพที่ปรากฏต่อหน้า ทำให้ทุกคนได้แต่อึ้ง สะเทือนใจ … หลายคนตะลึงร้องกันเสียงหลงเลย

เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิที่ระเบิดเสียหาย พื้นที่รอบๆกันไม่ให้คนอยู่อาศัย

จำได้ว่าช่วงนั้นคนไทยน่ารักมาก ช่วยกันระดมเงิน ความช่วยเหลือ มีอีเวนท์มากมายเพื่อระดมเงินไปช่วยเหลือเพื่อนๆชาวญี่ปุ่นกัน

ส่วนตัวผมก็ช่วยบริจาคเงินแล้วตอนนั้นก็ได้รับสายรัดข้อมือมาเป็นที่ระลึกหนึ่งเส้น To Japan with Love  แคมเปญที่แอร์เอเชียทำขึ้นเพื่อให้คนบริจาคเงิน

ตอนนั้นยังคิดเปรยอยู่ในใจว่า ถ้ามีโอกาสบ้านเมืองเค้าโอเคแล้ว เขาฟื้นตัวแล้วจะกลับไปเยือน “ไปให้กำลังใจด้วยตัวเอง” 

คำว่าให้กำลังใจของผม คงไม่ใช่การบริจาคเงินมากมาย หรือเป็นคนตัวตั้งตัวตีในการทำแคมเปญอะไร แต่ผมจะช่วยในแบบของผม

นั่นก็คือ “การไปเที่ยวฟุกุชิมะ” … การไปเที่ยวนี่เหมือนไปเยี่ยมเพื่อนเวลาเพื่อนทุกข์ ไปคุยกับคนในท้องถิ่น ทำให้เค้าเห็นว่า ฉันมาแล้วนะ

ฉันมาเยือนเธอแล้วนะ … ไม่เป็นไรนะ เราอยู่เคียงข้างเธอนะ  … เราจะผ่านวันอันเลวร้ายไปด้วยกัน ^^”

ช่วงหยุดยาวเข้าพรรษา กรกฎาคม 2560 ปีนี้ไม่ติดงานอะไร โอกาสดีเลยเลือกเมืองฟุกุชิมะ และเมืองใกล้เคียง

หลายคนถามว่าไปทำไมไม่เห็นมีอะไรเลย … ก็ไม่รู้เหมือนกันแต่รู้สึกว่าอยากไป พอกลับมา ก็อยากเขียนรีวิวให้ทุกคนอ่านว่าเมืองที่ไม่มีอะไร
หรือเมืองที่คนไทยไม่รู้จักจะมีอะไรให้เที่ยวบ้าง

สำหรับอินโทรภาษาอังกฤษ(กับมันสมองที่แสนอ่อนด้อยของข้าพเจ้า) แต่อยากเขียนให้เพื่อนต่างชาติได้อ่าน(บ้าง) … ถ้าผิดไวยากรณ์ ก็ขออภัยล่วงหน้าฮะ 555+

Why Fukushima … Waistband story “To Japan with LOVE”

Many years ago when the Tsunami hit the coast of Fukushima Prefecture its a very shock and sad news. Some of Japanese friends lose and lost they loved, place they live.

At that moment I donated money and I get this Waistband “to Japan with LOVE” for empowering Japan Smile again.

Now it’s time to visit Fukushima with love from Thailand and LOST IS FUN . com

Oat-krab-phom

— เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง —

ก่อนออกเดินทาง จำได้เลยว่ามันวุ่นมาก วุ่นอะไร วุ่นหาข้อมูลหนะสิครับ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าฟุกุชิมะ หาข้อมูลเวอร์ชันภาษาไทยยากมาก ><”

จับต้นชนปลายไม่ถูก ภาษาอังกฤษก็ง่อยๆอยู่ … แต่ก็พยายามจะจับต้นชนปลายให้ทริปมันเป็นเนื้อเดียวให้ได้ ถามคนนั้น ปรึกษาคนนี้บ้าง เข้าเว็บ weloveFukushima.com ก็ได้ไอเดียอีกเพียบเลยพอจะประกอบร่างทริปได้

จากนั้นก็มาที่ตั๋วเครื่องบิน ชะล่าใจไปนิด ก็ช่วงนั้นมันเข้าพรรษาลืมไปว่าหยุดยาว 4-5 วันแหนะ ราคาพุ่งปรี๊ดดดดดด (ลืมมันไปเหอะเนอะ คนมันจะเที่ยวจะแรด เดี๋ยวมาทำงานใช้หนี้ไปละกันนะ)

แถมตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะลงที่ สนามบินนาริตะ แล้วมันมีรถบัส 5 ชั่วโมงตรงดิ่งไปฟุกุชิมะเลย จะได้ไม่ต้องหอบหิ้วกระเป๋าดิ้นรนเข้าไปสถานีโตเกียว

แต่ๆๆๆๆ ช้าไง ช้ามาก ตั๋วเต็ม เลยต้องเลือกบินมาลงสนามบินเก่า นั่นคือ สนามบินฮาเนดะแทน (แน่นอนว่าต้องคิดแผนใหม่อีกรอบ 555+)

สืบไปสืบมา อ้าว จากสนามบินฮาเนดะไม่มีรถบัสไปฟุกุชิมะ … สิ่งเดียวที่ทำได้คือ “ต้องซื้อ JR PASS” แล้วหละ

ก็สอยตั๋ว JR EAST PASS (TOHOKU area) มาใช้ครั้งแรก … ด้วยความไม่เคยใช้มาก่อน เพิ่งรู้ว่าตั๋วนี้มันไปได้รอบๆภูมิภาคโทโฮคุเลย ราคาประมาณ 6 พันบาท ใช้ได้ 5 วัน (คำนวนวันดีๆนะ)

โอเค มีตั๋วเครื่องบิน มีตั๋ว JR EAST PASS (TOHOKU area) แล้ว สบายใจไปเปราะหนึ่ง


ขณะที่กำลังหัวปั่นอยู่ว่าจะเริ่มทริปยังไง ไปไหนดี ก็มีอัศวินี (อัศวินเวอร์ชันสตรีเพศ)มาช่วยไว้
นั่นคือ คุณป้าอัศ … คุณป้าที่ไปร่วมหัวจมท้ายหลายทริปมากกกก ล่าสุดก็ไปป่วงๆที่โอกินาว่ากันมา

พอเล่าให้นางฟังว่าทริปนี้จะพังพินาศขนาดไหน … นางคงสมเพชเวทนา นางเลยถามข้าพเจ้าว่า “ไปด้วยได้ไหม”

จริงๆนางคงคิดในใจ ไม่ไหว ปล่อยมันไป มันคงตายอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นแน่แท้ … ฮ่าๆๆๆๆ

ไวยิ่งกว่าความคิด นางก็ลองๆเช็คตั๋วเครื่องบิน เช็คตารางงาน (เอ๊ะ ทำไมมาทีหลังเช็คตั๋วเครื่องบิน) อิอิ

แล้วนางหันมาบอกว่า “ไปได้ๆ  … ว่าง และมีแต้ม ROP พอ แลกแต้มไปได้เลย”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด มีเพื่อนไปแล้ว (แบบ งง งง)

แต่ด้วยความที่ตั๋วมันหายาก นางเลยต้องไปก่อนข้าพเจ้า 1 วัน และกลับก่อน 1 วัน

เออ … เอาน่า โอเคๆ แค่รู้สึกว่ามีนางไปด้วยจะรอด เพราะนางพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งข้าพเจ้า ภาษาอังกฤษเน่าหนอนมาก 55+

จากนั้นก็ช่วยๆกันหาเส้นทางเที่ยว ทริป พยายามจองโรงแรมแบบบุ๊กกิ้งไว้ แต่ยังไม่จ่ายตังค์ เพราะว่าย้ายเมืองสลับทริปทุกวัน (กว่าจะลงตัว)

จริงจังแค่ไหน ต้องปริ้นท์ใส่กระดาษมานั่งทำทริปกันเลยทีเดียว 555+ เวอร์มากกกกกกก

ทริปคร่าวๆ คือ วันแรกเนี่ย

สนามบินสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ ประเทศไทย > สนามบินฮาเนดะ ญี่ปุ่น > ออกตั๋ว JR ตัวจริงที่สนามบิน > นั่งโมโนเรลเข้าเมือง > สถานีโตเกียว > ออกตั๋วชินคันเซน > ไปโคริยาม่า > ไอซึวากามัตสุ > เข้าที่พัก

เห็นไหมว่าออกจะง่ายยยย ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อนเลย 55+

แน่ใจเหรอออออออออออออ นี่มันมั่ว งง หลงทิศ ผิดแผนนะ … จะสมูทขนาดนั้นเชียว

ไม่ มี ทาง !!!

***  มาชมรีวิวการเดินทางด้วยสายการ เจแปนไอร์ไลนส์ จากกรุงเทพฯ ไปสนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่นกันฮะ
REVIEW JAPAN AIRLINES FROM BANGKOK – TOKYO (HANEDA) ***


— การเดินทางวันที่ 1 : 6 กรกฏาคม 2560 —

วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 เป็นวันพุธก่อนหยุดยาว … แน่นอนว่ายังไม่ได้ลาไปเตรียมตัวไปเที่ยว ก็เลยลากกระเป๋ามาทำงานด้วยเลย
เพราะเครื่องออกเที่ยงคืนนิดๆ … ดังนั้นยากยาวแบบนี้ ไม่ได้อาบน้ำแน่ๆ

หลังจากเข้าเมืองมาได้ พี่ ตม. ไม่ถามอะไรสักคำ (ปกติถามจริงจัง ถามเยอะ รอบนี้เตรียมเอกสารมาปึกใหญ่ ดันไม่ถามอะไรแฮะ)

พอเข้าญี่ปุ่นปุ๊บ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด โอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ฮืออออออออ

จองตั๋วล่วงหน้าเลยได้ไหม อยากมาๆช่วงโอลิมปิก


พอดีมีพ๊อกเก็ตไวไฟมาด้วย ก้เลยรีบติดต่อกับพี่อัศซึ่งนางเดินทางมาถึง แถมได้ชอปปิ้งที่ดองกี้ล่วงหน้าแล้ว (อิจฉา … คิดถึงร้านดองกี้)

ปรากฏว่า รอบนี้ออกมาจาก ตม. เร็วไป นางเพิ่งตื่น 555+ นางบอกว่าโอเคๆ เดี๋ยวอาบน้ำ แล้วเจอกันที่สนามบิน

ด้วยความที่ถึงเช้ามาก เลยเดินหาห้องอาบน้ำ … พอไปถึงห้องอาบน้ำ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด รอคิว 1 ชั่วโมงนะ เพราะตอนนี้เช้ามาก คนมาอาบน้ำเยอะมาก

งานนี้เลยอดจ้า … ไปหาห้องน้ำสงบๆ แล้วซักแห้งดีกว่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้บริการ สนามบินฮาเนดะ เลยฮะ … เลยขอเดินสำรวจสนามบินหน่อย

ชั้นบนๆดีอ่ะ มีการนำร้านค้าสมัยเอโดะมาปรับเพื่อเป็นธีมร้านค้าต่างๆด้วย สวยดี


ส่วนชั้น 5 นี่เป็นแนวทันสมัยขึ้นมา แยกเป็นสองฝั่ง คือ ส่วน HOT กับ ส่วน COLD

ไม่ได้หมายถึงอากาศนะ แต่ตกแต่งแบบร้อนแรง กับ เย็นใจ 555+

แถวนี้เช้าดี คนน้อย ก็เลยเปลี่ยนเสื้อผ้า ซักแห้งกันไป

ยังมีเลาเหลือๆ เลยได้มีโอกาสไปชั้นดาดฟ้าที่เค้าบอกว่า สนามบินนี้ดี เปิดลานดาดฟ้าให้คนขึ้นไปดูเครื่องบินด้วย

พอขึ้นไป โอ้วววว มันเจ๋งมากฮะ … เครื่องบินอยู่ใกล้ๆเลย แถมมีจอให้แตะๆอ่านข้อมูลสายการบินด้วย

แบบนี้สิ ปลูกฝังการเรียนรู้ให้คนได้ทุกที่ ทุกเวลาจริงๆ


แต่ยืนได้ไม่นานหรอกฮะ เพราะร้อนมาก … ญี่ปุ่นหน้าร้อนนี่มันเหมือนเมืองไทยเลยแฮะ

ก็เลยลงมาแช่แอร์ในตัวอาคาร ลงมาปุ๊บ เจอต้นไผ่เต็มเลย … น้องที่รู้จักกันเค้าบอกว่า

” … ทุกวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปีเป็นวัน ทานะบะตะ ครับ เลยจะมีแผ่นกระดาษนี้ห้อยๆ กันเต็ม กระดาษแผ่นเล็กๆ (Tanzaku) จะเขียนคำขออธิษฐานหรือความประสงค์ที่อยากจะได้ ลงไปครับ … ”

บ๊ะๆ ไม่ได้ ข้าพเจ้าขอเขียนบ้างละกัน


ขอให้ “หลง” อย่างมีความสุข

อะไรคือหลงอย่างมีความสุข ขอพรอะไร ยังงงตัวเองอยู่เลย 55+

เขียนคำขอพรเสร็จคุณพี่อัศก็มาพอดี ก่อนออกเดินทาง ซึ่งตอนนี้ไม่รีบเพราะ ไม่อยากไปเบียดเสียดกับชาวญี่ปุ่นที่ไปทำงานในยามเช้า
เลยทำตัวช้าๆ หาข้าวเช้ากินในสนามบิน … ที่สำคัญกินอะไรไม่กิน เลือกกิน MOS BURGER ทำอย่างกับเมืองไทยไม่มีให้กิน 55+

จริงๆไม่มีอะไร น้องพนักงานเสิร์ฟน่ากิน เอ๊ย น่ารัก อาหารน่ากิน อิอิอิ


รองท้องเสร็จปุ๊บ ก็ได้เวลาเอาตั๋วกระดาษ JR PASS ที่ปริ้นท์จากไทย ไปออกตั๋ว PASS ตัวจริง

ถามเจ้าหน้าที่ที่ประชาสัมพันธ์ได้ความว่า ต้องไปออกตั๋วที่บูธ JR ที่ชั้นเดียวกับสถานีรถไฟโมโนเรลนะจ๊ะ


ฮาเนดะนี่มันดีตรงนี้แหละครับ สนามบินเล็ก ไม่วุ่นวาย คนไม่เยอะ หาอะไรก็เจอง่าย

นู่นไงบูธออกตั๋ว ห้องสุดท้ายที่คนยืนออหน้าห้องเยอะๆนั่นแล


เข้ามาในห้อง เราก็ต้องกรอกข้อมูลเราลงบนฟอร์มที่เค้าเตรียมไว้ให้ครับ (ภาษาอังกฤษ)
โชคดีตอนไปคนไม่เยอะ เจ้าหน้าที่มาช่วยจัดคิว กรอกเอกสารด้วยความว่องไว

แล้วเราก็เตรียมกระดาษที่ออกตั๋วจากเมืองไทย พร้อมด้วยพาสปอต  ไว้ให้พร้อมแสดงกับเจ้าหน้าที่ ที่เคาน์เตอร์

* คิวอาจจะนานหรือไว ขึ้นอยู่กับช่วงที่คนมากันด้วยนะครับ


กรอกเอกสารให้เรียบร้อยเลย

พอถึงคิวเราเจ้าหน้าที่บริการดีมาก อธิบายการใช้งานเราอย่างชัดเจน ใจเย็นมาก ตั๋วเราเป็นตั๋ว 5 วัน ใช้วันไหนก็ได้ในช่วง 14 วัน

วิธีการใช้งานตั๋ว เราไม่ต้องเอาตั๋วเราไปสอดที่ช่องหยอดตั๋วนะครับ เดินไปแสดงให้เจ้าหน้าที่ตู้กระจกที่ทางเข้าออกเลย เหมือนตรวจตั๋วให้ผ่านนั่นเอง

สำหรับคนที่อ่อนด้อยทางการฟังแบบผม เจ้าหน้าที่ทำวิธีการใช้งานเวอร์ชั่นกระดาษไว้อธิบายด้วย … เข้าใจง่ายดี ชอบๆ


จากนั้่นก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า สามารถออกตั๋วจากที่สนามบิน ให้เราขึ้นชินคันเซนไป KORIYAMA ได้ไหม

เจ้าหน้าที่ก็จัดการให้ เลือกเวลาที่เหมาะกับพวกเรา (เพราะเราเดินช้ากัน) 555+

เป็นอันเรียบร้อย สบายใจ ได้ตั๋วแล้ว สบายใจ


เราสองคนก็นั่งโมโนเรลออกจากสนามบินไป สถานี Shinagawa Stationจากนั้นเปลี่ยนสายเป็น JR Keihin-Tohoku Line เพื่อไปให้ถึง Tokyo Station

อู้ววววว สับสนเล็กน้อย แต่ไม่ต้องแปลกใจ ใครมาโตเกียวก็หลงกันเป็นปกติ 555+


พอมาถึงสถานี TOKYO โชคดีว่าออกตั๋วมาแล้วจากต้นทาง ไม่ต้องมาฟาดฟันกับคนนับล้านที่ใจกลางเมือง
มีเวลาเหลือชั่วโมงกว่าๆ ก็เดินหาอะไรกิน หาที่นั่งพัก … เห็นว่าหน้าสถานีมีห้างไดมารูอยู่ เลยไปหาเดินเล่นฆ่าเวลากัน

เดินวนจนเมื่อย แถมลากกระเป๋าเดินทางอีก เมื่อยมือสุดๆ เลยหาร้านนั่งทานกาแฟกัน เลยเลือกร้านอะไรซักอย่าง …
หูย วิวสวยจริงๆ



เซ็ตนี้ก็สามร้อยบาทนิดๆ … เอาน่า ค่านั่งพักผ่อน


พอใกล้ๆเวลา ก็บึ่งร่างกลับไปตัวอาคารสถานีรถไฟ

ท่องไว้ว่าเราจะไป TOHOKU ก็ยึดป้ายชื่อนี้ไว้

เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ


— ช่วงเม้าท์ตัวเอง —

ตอนแรกนี่เหนื่อยฮะ จากเดิมที่วันนี้จะตรงยาวไปฟุกุชิมะ ที่ยวฟุกุชิมะครึ่งวัน ก่อนไปพักที่ไอซึวากามัตสึ … แต่ดูสภาพแล้วเหนื่อย ไม่ไหวแน่ๆ
เลยกะว่าจะปรับแผน ยกตัวเมืองฟุกุชิมะมาไว้วันท้ายๆแทน … ก็เลยออกตั๋วชินคันเซนไปแค่ โคริยาม่า ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟ ต่อรถไฟสายท้องถิ่นหวานเย็นเข้าไปที่เมืองไอซึวากามันสึแทน

*** เอิ่มมมม ทำไมเปลี่ยนใจง่ายแบบนี้นะ ***


เพื่อความแน่ใจก็เช็คตารางรถไฟชินคันเซนที่จอก่อน อย่างเที่ยวผมก็รอบ 12.00 น. Track รางหมายเลข 23
ทีนี้ก็จับเลข 23 ไว้เลยฮะ … ยาวไป

ขึ้่นให้ถูกคัน นั่งให้ถูกที่ด้วยหละครับ คุณเจ้าหน้าที่แวะมาเดินตรวจเนืองๆนะครับ

อ้อ ถึงแม้จะมาญี่ปุ่นหลายครั้ง แต่นี่เป็นหารนั่งรถไฟชินคันเซนครั้งแรก

กรี๊ด ตื่นเต้นนนนนน ดีใจ ได้นั่งแล้ววววว มันเร็วมาก มันนิ่งมาก มันแอร์เย็นมาก มีปลั๊กไฟให้ชาร์จมือถือ มันดีมากๆ

รถไฟความเร็วสูงมันดีแบบนี้นี่เอง


— ช่วงเม้าท์ตัวเอง — (อีกแล้ว)

พอมันได้นั่งพัก ได้นั่งคิดดู เอ๊ะ จากโตเกียวถึงโคริยาม่า แค่ 1 ชั่วโมง 18 นาทีเอง … ทำไมไม่นั่งรถไฟต่อไปให้ถึงฟุกุชิมะเลยอ่ะ

อีกแค่สถานีเดียวเอง >___<” เปลี่ยนใจในเพียงชั่วไม่กี่นาที 555+

คุณเจ้าหน้าที่นายตรวจเดินมาพอดี เลยถามเค้าว่าเราสามารถเปลี่ยนไปลงสถานี FUKUSHIMA ได้ไหม

เจ้าหน้าที่ตอบว่า wait wait … แล้วก็จิ้มๆเครื่องที่ถืออยู่ในมือ แป๊บเดียวก็ชี้ๆให้เราย้ายที่นั่ง ไปที่นั่งว่างๆข้างๆ แล้วก็บอกว่า OK OK

สรุปเช็คที่ว่างให้แล้วจับเราย้ายไปที่นั่งที่ว่างไปถึงฟุกุชิมะเลย

โอ้ววววว นี่สิถึงเรียก 4.0 ของแท้ รวดเร็วทันใจ บริการเยี่ยม

จากนั้นไม่นาน เราก็มาถึงสถานี FUKUSHIMA กันตามแผน(เดิมที่วางไว้จากเมืองไทย)

สภาพมนุษย์เยินมาก ดังนั้น เอากระเป๋าไปถ่ายรูปคู่กับชินคันเซนแทนแล้วกันนะ 555+


จากสถานีฟุกุชิมะ ลงมาปุ๊บ … ก็เจอตุ๊กตาดักทางไว้ก่อนเลย
แวะเอาหน้าไปเสียบใส่กระดาน ถ่ายรูปก่อนเลย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึงฟุกุชิมะ … น่ารักดี มาสคอตเมืองเป็นรูปกระต่าย

ตามคอนเซป อย่าให้กระเป๋าทำให้เราเที่ยวลำบาก ดังนั้นเอากระเป๋ายัดเข้าล๊อกเกอร์เลยฮะ

ราคาตามขนาดกระเป๋าฮะ จ่ายไป 700 เยน จะได้เดินตัวปลิวๆ เที่ยวสบายๆตัว

 

ฝากกระเป๋าเสร็จ เห็นสถานีฟุกุชิมะเงียบๆ (แน่หละ ช่วงบ่ายวันทำงานเนอะ)
หันไปเจอตู้แนะนำสถานทีี่ท่องเที่ยว ก็พยายามไปอ่าน ไปกดตู้ ให้เค้าแนะนำว่า สถานที่ไหนน่าตามไปกินบ้าง

นี่ก็กดตามที่นายสถานีบอก … นายสถานีบอกว่า เกี้ยวซ่าหน้าสถานีก็อร่อย ราเม็งก็อร่อย … ไม่เชื่อหรอก

ต้องตามไปกิน ว่าแล้วก็กดปริ้นท์เอกสารเลย … หูย ดีอ่ะ อยากได้เนื้อหาอะไร เรื่องไหนก็กดๆเอา



กำแผนที่เกี๊ยวซ่าไว้แน่น … เดี๋ยวเดินออกไปหากินตามที่นายสถานีแนะนำ

พอเดินออมาจากสถานีปุ๊บ อ่าววววว ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว FUKUSHIMA CITY TOURIST INFORMATION CENTER

555+ กดตู้อยู่ตั้งนาน มีศูนย์บริการดีๆ มีแอร์เย็นๆอยู่ตรงทางออก โถ่ววววว ข้าพเจ้าหนอ ข้าพเจ้า


บุกเลยคร้าบบุก … บุกเข้าไปปุ๊บ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
มุมของที่ระลึกน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

*** จริงๆควรถามที่เที่ยวก่อนไหม ก่อนชอปปิ้ง … ไม่จ้า ของน่ารัก ชอปปิ้งมาก่อน ****


โดยเฉพาะเจ้าตัวนี้ ว่าเอ๊ะ … ทำไมมาสคอตของฟุกุชิมะต้องเป็นกระต่าย ??? นั่นสิ ที่นี่ปลูกแครอทเยอะเหรอ 555+

ก่อนที่จะเดาไปเรื่อย คุณเจ้าหน้าที่ชายชาวฝรั่ง (ชื่อแอนดรูวส์ มาจากออสเตรเลีย มาอยู่ที่ฟุกุชิมะ 10 ปีได้แล้ว… เอ๊ะ ทำไมชั้นรู้ข้อมูลแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ 555+)

มาให้คำแนะนำด้วยความยิ้มแย้ม บอกว่า …

นี่ๆ ที่เมืองนี้เลือกกระต่ายเป็นมาสคอตประจำเมือง ก็เพราะว่า บนยอดเขาบันไดแห่งเมืองฟุกุชิมะเนี่ย หิมะที่จับตัวกันบนยอดเขา
จะมองเห็นเป็นรูปกระต่าย … เออ จริงแฮะ คล้ายๆกระต่ายบนดวงจันทร์เลย … ชาวเมืองเลยเลือกกระต่ายมาเป็นมาสคอตประจำเมือง

พร้อมตั้งชื่อว่า โมโมริน (Momorin) ที่ขนสีขาว เอี๊ยมส้มแสนแอคทีฟ หน้าตาน่ารัก ยังค่ะ ยังไม่พอ
มีพาร์ทคนน่ารัก ก็ต้องมีมุมของตัวป่วน เลยมี โมโมรินดำ (Black Momorin) ที่แสนกวน เท่ๆ ห้าวๆ ออกมาคู่กัน

น่ารักขนาดนี้ … ใครเห็นก็อดรักไม่ได้จริงๆ … ว่าแล้วก็กวาดของที่ระลึกไปจ่ายตังค์ 555+

จากนั้นก็ถามแอนดรูวส์ว่า เนี่ยๆจะไปเที่ยวสองที่นี้ Fukushima Inari Shine กับ Iwaya Kannon ไปได้ไหม

แอนดรูวส์บอกว่า Iwaya Kannon ที่เป็นเพิงผาหินสลักนี่ไปไม่ทันหรอก มันไกล เที่ยวรถไม่มี แต่ศาลเจ้า Fukushima Inari Shine นี่อยู่กลางเมืองไปได้ กับให้ไป โอกุระเฮาส์ (Ogura-tei) บ้านเก่าริมแม่น้ำ ยังเปิดอยู่ แต่ต้องรีบไปเลยนะ เดี๋ยวเย็นแล้วจะปิดก่อน

ว่าแล้วแอนดรูวส์กับเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นก็ช่วยกันจัดแจงหาสายรถเมล์ให้ เช็คเวลารถให้ … ได้ใจมาก


ได้ข้อมูลเรียบร้อย …เอาเป็นว่า กับเมืองฟุกุชิมะ ได้ 2 ที่ก็โอเคแล้วอ่ะ ตามเวลาที่มีจำกัด

จากนั้นออจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว เราก็ข้ามฝั่ง(ข้ามสะพานข้ามรถไฟ)ไปอีกฟากของสถานี เพื่อไปกินเกี๊ยวซ่า

ไม่ได้นะ เรื่องนี้ห้ามพลาด … เรื่องกินเรื่องใหญ่

เดินมาจนอีกฟากหนึ่ง เดินเบี่ยงไปทางขวา ออกทาง EAST EXIT 

ออกจากตัวอาคารสถานีรถไฟปุ๊บ … เลี้ยวขวาเลยฮะ … จะเจอร้านเกี้ยวซ่า

พร้อมกับพบว่า “ร้านเกี๊ยวซ่าปิด” !!! เพราะเค้าเปิด 2 ช่วง

11.00 – 15.00 น.

และ 17.00 – 21.00 น.

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด มาช้าไปแค่ 5 นาที ฮือออออ

มาไกลจากเมืองไทย มาเพื่อพบกับคำว่า “ร้านปิด”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ยัง ยังไม่หมด ยังไม่หมดหวัง หยิบแผนที่ราเม็งที่นายสถานีแนะนำ … เห็นบอกว่า ออกจากสถานีรถไฟปุ๊บ ให้เลี้ยวซ้าย ก็เลยเดินกลับไปทางเดิม

แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ


เดินไปเรื่อยจนจะสุดอาคารสถานีรถไฟ รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว จากแผนที่มันต้องไม่ไกลมากนิ


ไวเท่าความคิด พอดีมีน้องๆนักเรียนวัยรุ่นชายวัยขบเผาะเดินผ่านมา ก็เลยไปถามน้องเค้า

น้องก็ช่วยกันตอบกลับมาว่า @$&_(*&^$#$*)*^$#HVTY_+_)(

เอิ่มคุณน้องงงงงงงงงงงงงงงงงง คุณพี่ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก  >>> พวกเราก็พูดไทยกลับไปแบบนี้แหละ 55+

เมื่อน้องเค้ารู้แล้วว่าไม่รอดแน่ๆ … น้องเค้าก็พูดแค่ว่า Follow me แล้วก็พาเดินไปร้าน ซึ่งมันคนละทางกับที่น้องกำลังจะเดินไป

ช่างน้ำใจงามแท้ๆ ช่วยคนแก่ 2 คน

จนเดินกลับมา เพื่อพบว่า มันคือร้านราเม็งที่อยู่หน้าสถานีรถไฟนั่นเอง และเพิ่งเดินผ่านมาตะกี้ 555+ และคุยกันว่าไม่น่าใช่ร้านนี้หรอก

แต่ตอนนั้นหิว ไม่สนแล้ว … กินเหอะ


คือราคามันก็ไม่ได้แพงนะ ราคาถูกกว่าโตเกียวเล็กน้อย เลยสั่งมาคนละชาม


พอราเม็งมาถึงปุ๊บ แว๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ทำไมชามใหญ่ขนาดนี้ ฮืออออ อยากจะร้องไห้

สรุปได้ว่า ไม่รอดฮะ … กินไม่หมด เยอะไปไหนเนี่ย

และด้วยความหลอน หลังจากมื้อนี้ เราสองคนสั่งราเม็งชามเดียวเสมอ ดูก่อนว่าชามใหญ่ไหม ถ้าชามใหญ่ก็เอามาแบ่งกันกิน

ไม่ไหวๆ กินกันหมดได้ยังไงฮะชาวญี่ปุ่น

อิ่มท้อง แรงมา ก็ได้เวลาออกเที่ยว … ด้านหน้าสถานีรถไฟ มีท่ารถเมล์อยู่ฮะ

คุณแอรดรูวส์ บอกให้ไปขึ้นรถเมล์สาย 10 ที่ท่ารถนะ

พอเดินไปท่ารถเมล์ หมุนไปหมุนมา ก็ไปถามน้องเจ้าหน้าที่ … น้องช่วยเหลือดีมาก(อีกแล้ว) บอกเราว่ารอสักครู่นะคะ เดี๋ยวรถเมล์มา

พอรถเมล์สาย 10 มาก็มาเรียกเราไปขึ้น พร้อมบอกพนักงานขับรถให้ด้วยว่าเราจะลงป้ายที่ใกล้ๆกับ โอกุระเฮาส์ (Ogura-tei)


รอแป๊บเดียวรถเมล์สาย 10 ก็มา


รถก็วิ่งไปเรื่อยๆ มองซ้ายมองขวาไป เริ่มงงว่า เอ๊ะ ชั้นจะไปถูกไหม … เอาจริงๆนั่งได้แค่ 5 นาที

คุณพนักงานก็จอดกึก แล้วชี้ๆมาทางเราให้สัญญาณว่า “ถึงแล้วนะยู”

ว่าแล้วก็เอาเหรียญ 100 เยน หยอดตู้จ่ายค่ารถขาลงฮะ

พอลงรถปุ๊บ งงเลยจ้า … ไม่เหมือนแผนที่ที่ให้มาเลย 555+

ป้ายบอกทางนักท่องเที่ยวก็ไม่มี ><” เมืองเงียบ เงียบมากกกก สงบจนไม่รู้จะไปไหน

มีเด็กเดินผ่านมา ย้ำว่าเด็ก … ประมาณ ประถม 4 อะไรแบบนี้ 10 ขวบเดินมาสองคน ก็ไม่รู้แหละถามไว้ก่อน
น้องดูแผนที่ (ที่มีภาษาอังกฤษแล้วก็ควบด้วยภาษาญี่ปุ่น) น้องก็บอกว่า ลุงๆป้าๆ ต้องเดินข้ามถนนไปทางศาลาว่าการเมืองฟุกุชิมะนะครับ

ตอนนี้เซ้นส์บอกว่า เอาเหอะ เชื่อเด็กสักหน่อย ขอบใจเด็กๆเสร็จก็เดินย้อนกลับทางที่รถเมล์พาเลยผ่านมา

พอถึงศาลาว่าการเมืองฟุกุชิมะ … ก็วิ่งแถ่ดๆๆๆไปถามหนุ่มออฟฟิศที่ยืนคุยหน้าเครียดอยู่หน้าตึก เค้าบอกว่า หันหลังให้ตึกนะ แล้วเดินไปทางซ้าย
พอสุดทาง เจอถนนเลี้ยวซ้าย แล้วตรงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง … ฟังดูง่ายเนอะ


ทำตามที่แนะนำเลยครับ หันหลังให้ตึก เดินไปทางซ้าย เจอถนนให้เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆๆๆ


เอิ่ม ผู้คนหายไปไหนหมด 4 โมงเย็นแล้วนะ

ท่ามกลางแดดร้อน ก็เดินไปเรื่อย หมวกไม่มี เสื้อแขนยาวไม่ได้เอามา … ดำกว่าเดิมอี๊ก >__<”

ในขณะที่กำลังคิดว่า เอ้อ หลงแน่ๆ ก็เดินมาเจอบ้านนึง สวยแฮะ ขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย

พอยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป อ่าววววว นี่มันบ้านที่เราจะมานี่หว่า 555+


เดินเข้ามาสำรวจด้านในกัน … สวนเขี๊ยวเขียว


คือบ้านเงียบมากกกก ไร้นักท่องเที่ยวมาก เจ้าหน้าที่ก็ไม่มี งง งง หลอนๆอยู่

จู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่หญิง เดินออกมาจากมุมมืด พร้อมกล่าวต้อนรับ

ตกใจหมดเลย ><”

น้องผู้หญิงเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาดูแลให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว แต่ๆ น้องเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ฮืออออ

เลยไม่ได้ข้อมูลอะไรจากน้องมากนัก

มาตาอ่านในเว็บ WeLoveFukushima ได้ความว่า

โอกุระเฮาส์ (Ogura-tei) สร้างในปี ค.ศ 1927 (พ.ศ.2470 สมัยรัชกาลที่ 7) ที่นี่เป็นธนาคารเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนสงคราม ตัวบ้านเป็นอาคารชั้นเดียว ทำด้วยไม้ หลังคามุงจาก มีห้องทั้งหมด 11 ห้อง 8 ห้องสไตล์ญี่ปุ่น ส่วนอีก 3 ห้องเป็นห้องสไตล์ตะวันตก
ตัวอาคารล้อมรอบด้วยลานกว้างที่เป็นสวนญี่ปุ่น มีจำนวนห้องตอนนี้เปิดเป็นสวนสาธารณะ จะมีจัดงานแสดงอยู่เสมอๆ เช่น พิธีชงชาและงานแสดงต่างๆ เป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน พร้อมด้วยวิวของแม่น้ำ Abukuma ซึ่งคุณสามารถสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมือง


ริมแม่น้ำสวยมากกกกกกกกกก สวยจริงๆ ตอนไปแดดกำลังร่ม ลมกำลังโชยเลย


สมัยก่อนหน้าตาประมาณนี้

ก่อนกลับน้องอาสาสมัครชี้ชวนดูแผนที่รวมๆย่านเก่า บ้านโบราณของฟุกุชิมะ
เสียดายว่าไม่มีภาษาอังกฤษเลย ไม่งั้นนะ เดินตามถ่ายภาพสบายแน่ๆ เพราะว่าอยู่ใกล้ๆกันหมดเลย


โบกมือลาน้อง พร้อมกับถามว่า ถ้าจะไปศาลเจ้า Fukushima Inari Shine นี่ไปยังไง

น้องตอบมาเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ความว่า … เดินกลับทางเดิมเลยค่ะ แล้วตรงอย่างเดียว

โอเคครับน้อง พี่เชื่อหนู ว่าแล้วก็เดินกลับทางเดิมพร้อมตรงงงงงงงงอย่างเดียวไม่เลี้ยวไปไหน

เดินตรงมาเรื่อยๆ ในภาพนี้จะเป็นมุมมองย้อนหลับไปอาคารธนาคารที่เราเพิ่งจากมา (หลังตึกสีสมสุดถนนนั่นเอง)
ส่วนด้านซ้ายนี่ อาคารสำนักงานว่าการเมืองฟุกุชิมะ นั่นเอง


เดินมาเรื่อยๆ อ่าวมาเจอถนนใหญ่ งงอีกละว่าเดินไปทางไหนต่อดี >__<”
บังเอิญน้องนักเรียนหญิงเดินผ่านมา ท่าทางเหมือนกำลังเดินกลับบ้าน… พอเข้าไปถามน้องอธิบายภาษาอังกฤษไม่ได้เช่นเดิม
น้องๆบอกว่า มาๆ เดี๋ยวหนูพาไป

ว่าแล้วน้องๆก็พาเดินไปส่ง (ซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้านเธอแน่นอน)

ซึ้งน้ำใจคนฟุกุชิมะ ^___^”

น้องพาเดินมาจนถึง Fukushima Inari Shine ซึ่งห่างมาเกือบกิโลนึงเลย
แล้วน้องๆก็เดินกลับทางเดิม ><”

น่ารักจริงๆแม่คุณ เอ๊ย

สำหรับ Fukushima Inari Shine สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฟุกุชิมะ และตั้งอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ oshogatsu จะคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่มาต่อคิวเข้าแถวเพื่อขอพรกัน

มาที่นี่คนมักมาขอพรเรื่อง “มีเสน่ห์” ให้เป็นที่รักใคร่เอ็นดู โชคดีมีคนอุปถัมภ์ค้ำชูอะไรแบบนี้
หรือไม่ก็มาขอพรให้ การทำไร่พีช ราบรื่น ผลผลิตอุดมสมบูรณ์

สำหรับเทศกาลใหญ่ของศาลเจ้าแห่งนี้ จัดขึ้นช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี … ใครว่างๆแวะมาเที่ยวงานวัดกันได้นะคร้าบ


ข้างๆมีศาลเล็กๆตั้งอยู่ ไม่มีป้ายบอกฮะว่าศาลเกี่ยวกับอะไร แต่ข้างๆ มีศาลแมวด้วย


แมวเต็มเลย

ได้เวลาเดินกลับไปที่สถานีรถไฟแล้ว … ท่าทางฟ้าจะเริ่มมืดแล้ว 5 โมงเย็นแล้วนี่นา

พออกจากศาลเจ้าปุ๊บ ตัดสินใจเดินข้ามถนนมา ก็เจอ “ถนนคนเดินฟุกุชิมะ” ขอเรียกชื่อนี้เลยละกันนะครับ (ตั้งเองนี่แหละ)

เพราะว่า พอข้ามมาปุ๊บ มันเป็นถนนเส้นเล็กๆที่ห้ามรถยนต์วิ่ง มีเพียงคนเดิน กับจักรยานเท่านั้น ก็เลยเดินได้สบายๆ


ตลอดสองข้างทางของถนนเส้นนี้ เต็มไปด้วยร้านค้าชิคๆ ชิลๆ ร้านค้าแบบแฮนด์เมดเต็มไปหมด …

ทั้งร้านเซรามิค ร้านผ้ามัดย้อม เสื้อผ้าวินเทจ หรือร้านอาหารกินดื่มก็เพียบ

ฮือออออออออออออออ อยากอยู่ถนนเส้นนี้นานๆ ทำไมแลดูอุดมไปด้วยของเก๋ๆ แต่เวลาเที่ยวหมดแล้ว เดี๋ยวตกรถไฟไปไอซึวากามัตสึ


ชอบร้านนี้อ่ะ ดูดีมีไสตล์มาก

เดินมาจนสุดถนน มองย้อนไปก็ประมาณนี้ครับ … ซึ่งสุดถนนก็เป็นศาลเจ้าพอดีเลยฮะ


พอหลุดจากถนนคนเดินฟุกุชิมะได้ ก็เลี้ยวซ้ายเลยฮะ เป็นทางไปสถานีรถไฟ JR นั่นเอง

แต่ๆๆๆ ไม่ได้นะจ๊ะ เดินผ่านร้านของเล่น ก็ขอแวะนิดนึง อายุขนาดนี้ ก็ยังชอบของเล่นอยู่นะ 55+


พอเดินเลี้ยวซ้ายมา จะเจอสี่แยกใหญ่ ก็เลี้ยวขวา (ที่มีลานกิจกรรมโล่งๆ) จากนั้นเดินตรงอย่างเดียว สถานีรถไฟก็อยู่ตรงหน้าเราแล้ว

ระหว่างทางก็ถ่ายภาพตึกสวยๆ เก๋ๆไป … มีมุมให้ถ่ายรูปแนวสตรีทเยอะเมหือนกันนะว่าไม่ได้


นู่นไง สุดทางก็สถานีรถไฟแล้ว แถวนี้ร้านสะดวกซื้อเยอะ ร้านอาหารเยอะเลยฮะ คึกคักขึ้นมาทันทีเลย

เผื่อใครอยากแวะพัก หาอะไรทาน ก็ย่านนี้ได้เลยครับ

ตื่นเต้น ได้กินแล้วววว เค้าบอกว่า กินแล้วจะผอม 555+

เดินข้ามถนนกลับไปยังสถานีรถไฟ

พอข้ามกลับมายังฝั่งสถานีรถไฟปุ๊บ ตรงแถวที่เรากินราเม็ง กับร้านเกี๊ยวซ่าที่ปิดนั่นแหละ

ยังเห็นว่าพอมีเวลาอยู่หน่อย (เอ๊ะ เหลือยังไง ไม่รีบไปที่พักที่อยู่อีกเมืองเหรอ)

ก็เลยเดินไปศูนย์เยาวชนของเมืองหน่อย

อยู่ติดๆกับสถานีรถไฟนี่แหละครับ

ถ้าหันหน้าเข้าหาสถานีรถไฟก็ซ้ายมือ

แต่ถ้าออกมาจากสถานีรถไฟฝั่ง EAST ก็เลี้ยวขวา เดินริมตามถนนได้เลยคร้าบ

เดินผ่านโรงแรม METS ไปหน่อย

เลาะขอบถนนมาเรื่อยๆ

ถึงแล้ววววววววว ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเยาวชน คอม คอม Com-Com Children’s Creative Learning Center

ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่กิจกรรมที่นี่ยังครอบคลุมไปถึงคนทุกช่วงวัยเลยครับ

อาคารมี 4 ชั้นหลัก ประกอบไปด้วย

ชั้น1 มีลานกิจกรรม มีห้องสมุดเด็ก, ปีนผาจำลอง, มีโรงละคร 292 ที่นั่ง,

ชั้น2  ห้องทำเวิร์คชอป ห้องอบรม ห้องของเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร

ชั้น 3 นี่เป็นแลปด้านวิทยาศาสตร์ ห้องสตูดิโอ ห้องไอที

ชั้น 4 นี่ เป็นท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่

ฮือออออออออออออออออออออ อิจฉาเด็กญี่ปุ่นเลย ทำเลดีๆ ติดรถไฟฟ้าถูกสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้ทุกคนได้เข้ามาใช้บริการกัน

 

เข้ามาปุ๊บ โหวววว ใหญ่โตโอ่โถงมาก

อาคารใกล้ปิดแล้ว (ปิด 6 โมงเย็น) รีบกดลิฟท์ไปดูชั้นบนกันดีกว่า

บรรยากาศเริ่มหงอยๆละ คนกลับบ้านหมดแล้ว 555+


โดมกลมๆนี่ท้องฟ้าจำลองฮะ

ชั้นล่างสุดเป็นห้องสมุดเด็ก
เอาหละครับ ทำแผนที่การเดินเที่ยว FUKUSHIMA มาให้ดูครับ
เดินง่ายๆ สบายๆ

มีเวลาซึมซับเมืองฟุกุชิมะไม่นานนัก (เสียดาย จริงๆน่าจะพักที่นี่สักคืน) … ต้องรีบจรไปยังเมืองถัดไปแล้ว ไม่งั้นตกรถไฟจะแย่กว่าเก่า

ว่าแล้วก็วิ่งสิครับ วิ่งไปออกตั๋วชินคันเซนเพื่อย้อนกลับไปยังเมืองโคริยาม่ากัน … สถานีเดียวไม่ไกลๆ


รอไม่นานเราก็มาถึงสถานี KORIYAMA จากที่นีี่เราก็ต่อรถไฟหวานเย็นสายท้องถิ่น LOCAL LINE ไปยังเมืองที่พักของเรา นั่นก็คือเมือง AIZUWAKAMATSU กัน


พอขึ้นรถได้ สองคนหลับเป็นตายจ้าาาาาาา

แบบว่าหลับไม่รู้โลก ไม่รู้อะไรเลย รู้ตัวอีกทีถึงแล้ว รถไฟจอดนิ่งเพราะเป็นสถานีสุดท้าย กับสถานี Aizu Wakamatsu 

ใช้เวลาโยกเยกอยู่บนรถไฟราวๆ ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว ก็ดีได้นอนพักบ้าง 555+

มาถึงเมืองใหม่ มาสคอตเมือง Aizu Wakamatsu เจ้าวัวแดงก็มาต้อนรับเลย

มาถึงก็มืดแล้ว คนไม่รู้ไปไหนหมด … แน่นอนว่าศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวก็ปิดด้วย

ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ว่ากันใหม่

ท่ามกลางความมืดมิด … รู้อย่างเดียวว่าแผนที่บอกให้เดินออกจากสถานีรถไฟแล้วตรงอย่างเดียว

บรรยากาศมันช่าง บรื๋อ น่าดู … มนุษย์หายไปไหนกันหมดเนี่ย


เดินตรงมาอย่างเดียว แว้บเดียวก็ถึงที่พักคืนแรกของเรา … เดินไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่

กับโรงแรม WASHINGTON HOTEL

น้องพนักงานที่ฟร้อนต์ คาวาอี้ มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


นั่งตาเยิ้มใส่น้องที่ฟร้อนต์เสร็จ ก็รีบขึ้นมาเก็บของเพราะหิวมากกก

เอ้า มาสำรวจห้องกันหน่อย … ก็สะอาดดีตามมาตรฐานทั่วไป มีอ่างอาบน้ำด้วย กรี๊ดดดดดดดดดด ชอบบบบบ


เอาหละครับ … วันแรกผ่านไปเรียบร้อย … รู้สึกว่าตัวเองอึดมาก

เพราะก่อนหน้าก็ทำงานเต็มวัน คว้ากระเป๋าขึ้นเครื่อง(บนเครื่องก็ไม่ค่อยได้นอน) พอมาถึงญี่ปุ่นปุ๊บ ก็เดินทางเที่ยวต่อเลย

แบบน๊อครอบกันไปเลย

งานนี้พอหัวถึงหมอน นี่กรนสนั่นโลกไปเลย

ฮ่าาาาาาาาาาาาาาา ก็คนมันเหนื่อยเนอะ … รอบหน้าจะพาไปตะลุยเมืองซามูไร Aizu Wakamatsu มาดูกันว่าเมืองนี้มีอะไรน่าเที่ยวกันบ้าง

แล้วเจอกันฮะ

You may also like

Leave a Comment