Travel

LOST IN FUKUSHIMA ตอน2 ฝ่าไอแดด ตะลุยเมืองซามูไร AIZU WAKAMATSU

posted by oatkrubpom August 4, 2017 0 comments

ฝ่าไอแดด ตะลุยเมืองซามูไร ที่ AIZU WAKAMATSU จังหวัดฟุกุชิมะ ช่วงหน้าโลว์ซีซันของญี่ปุ่นถ้าไม่เจอพายุฝน ก็เจอแดดเผาช่วงหน้าร้อนนี่แหละ แต่ถึงจะร้อนแค่ไหน ถ้าใจมันอยากเที่ยว มันก็ไม่ได้แคร์อะไร  “จริงไหม”

7 กรกฎาคม 2560

วันที่ 2 ของการเดินทางในจังหวัดฟุกุชิมะ วันนี้วันดี เลขสวย 7 – 7 – 18

คุณแม่ไลน์มาถามว่า โอเคไหม ปลอดภัยหรือเปล่า ที่พักที่ไปเที่ยวมันใกล้กับโรงไฟฟ้าที่ระเบิดที่เห็นในข่าวไหม

เลยได้แถลงไขกับมารดาว่า ถึงแม้จะอยู่จังหวัดเดียวกัน แต่ฟุกุชิมะก็กว้างใหญ่มากมาย พื้นที่ได้รับผลกระทบเค้าก็กั้น
ไม่ให้เข้าไปใกล้ ไม่ให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวแถบนั้น

พื้นที่อื่นๆก็โอเคดี ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเลย ชาวเมืองก็ใช้ชีวิตปกติ สบาย สบายยยย … ดังนั้นมารดาก็สบายใจได้

ด้วยความที่เมื่อวานน๊อครอบ บนเครื่องบินก็ไม่ค่อยได้นอน มาถึงแต่เช้าตรูปุ๊บก็ออกเดินทางเที่ยวเลย

ดังนั้น เช้าวันที่ 2 ของทริปในฟุกุชิมะ เลยไม่รีบร้อนอะไรมากมาย ขอตื่นสายหน่อย ชาร์จแบตร่างหายให้เต็มที่ก่อนออกไปผจญแสงแดดกัน 555+

คนมันจะเที่ยว ร้อนแค่ไหนก็ไม่หวั่น … ฝ่าแดดเที่ยวกันเลยละกัน

 

เช้านี้เราเริ่มต้นจากสถานีรถไฟไอซึ วากามัตสึ เพราะว่าที่นี่มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ แวะมาขอขข้อมูลหน่อย
กับที่หน้าสถานีรถไฟ เป็นจุดเริ่มต้นของรถ AIZU WAKAMATSU Loop Bus รถบัสนำเที่ยวสีเขียว และสีแดง
ที่จะพาเราเที่ยวรอบไอซึ วากามัตสึ นั่นเอง

เข้ามาในสถานีรถไฟปุ๊บก็เจอศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลย แวะไปขอข้อมูลกัน


แวะมาถามข้อมูลเกี่ยวกับ AIZU WAKAMATSU LOOP BUS มีสองสายด้วยกัน
คือสายสีเขียว กับสายสีแดง

จำง่ายๆ สายสีเขียว (Haikara-san) >>> วิ่งในเมืองก่อนจากนั้นไปรอบนอกเมือง

สายสีแดง (Akabe) >>> วิ่งจากนอกเมืองก่อน ค่อยวกเข้ามาในเมือง

และถ้าเอาให้ง่ายเข้าไปอีก ขอแนะนำทุกท่านไว้(จะได้ไม่หลงแบบข้าพเจ้า) นั่นก็คือ ยึดสายสีเขียวไว้ก่อนฮะ
เพราะจะพาเราผ่านย่านเมืองเก่า จากนั้นตรงดิ่งไป “ปราสาทซึรุงะ” เลยฮะ … มาวันแรก ขอไปถ่ายรูปไฮไลต์เมืองก่อนแล้วกันเนอะ

สำหรับค่าตั๋วรถบัส ทั้งสองสายเท่ากันคือ

ถ้าเป็นเที่ยว ก็ราคาเที่ยวละ 200 เยน (ราว 60 บาท) จ่ายกับพนักงานขับรถตอนลงรถ

แต่ถ้าเป็นตั๋วแบบ One Day ขึ้นกี่รอบก็ได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น (ขึ้นได้ทั้ง 2 สาย เขียว-แดงเลย)
ราคาเพียงแค่ 500เยน หรือราว 150 บาท คุ้มกว่า

วิธีการขึ้นก็ง๊ายง่าย ออกมาจากสถานีรถไฟ AIZU WAKAMATSU ปุ๊บ ตรงดิ่งมาเรื่อยๆจะเจอบูทของ AIZU BUS ตั้งอยู่
ตรงดิ่งไปซื้อตั๋วได้เลยครับ

ได้ตั๋วมาแล้ว ที่เหลือก็แค่รอรถบัสมา … เช็คตารางรถบัสได้นะครับ เผื่ออยากไปห้องน้ำ ไปหาของกิน ตุนเสบียงที่ร้านสะดวกซื้อในสถานีรถไฟก่อนก็ได้ครับ ค่อยเดินกลับมาใหม่ รถมาตรงเวลามาก

รอไม่นานรถก็มา อุ๊ย รถบัสหน้าตาหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ขึ้นมาก็แสดงตั๋วให้ลุงดู แล้วถามลุงว่านี่ไป TSURUGA Castle หรือเปล่า … ลุงบอก yes yes … โอเคสบายใจ


พอรถบัสออก ก็ชมวิวไปเรื่อย โชคดีรถบัสแอร์เย็นมากกกก สบายๆ
แต่ด้านนอกแดดแรงมากกกก (จะดำไหม … จริงๆก็ต้องบอกว่าจะกลัวอะไร ในเมื่อปกติก็ไม่มีที่ขาวนะ 555+)

รถบัสสีเขียวจะมุ่งเข้าไปย่านกลางเมืองก่อน ผ่านทั้งย่านเมืองเกือบใหม่ และเมืองเก่า
ชมวิวไปเรื่อยๆก็ดีนะครับ ตึกสวยเต็มเลย หมายตาไว้ก่อนว่าอยากถ่ายภาพ หรือเดินเล่นแถวไหน

— ช่วงนี้ชี้แนะ —

** อยากให้สังเกตตอนผ่านป้ายรถเมล์ จะเห็นเลขที่ป้ายรถเมล์ เช่น จุดจอดที่ H4 ถ้าตรงนี้สวย รอบหน้าเราก็มาลงตรงนี้ได้

หูย ง่ายยยยย

** แต่ในความเป็นจริงคือหลงมาแล้วไง มีประสบการณ์หลงมาแล้ว ทำท่าเหมือนรู้ดีไปงั้นแหละ 55+ … มาแนะนำไว้เผื่อใครตามมาจะได้ไม่หลง **

เริ่มออกนอกเมือง(นิดๆ) ก็เจอ ปราสาท TSURUGA แล้วฮะ … โดดเด่นมาแต่ไกล

ด้วยความที่บอกลุงคนขับไว้ว่า ถึงแล้วช่วยบอกพวกเราด้วยนะลุง … ลุงใจดี พร้อมชี้มาที่เราแล้วบอกว่า Castle Castle

โหยยย ไม่หลงแฮะ ลุงใจดีหันมาบอกด้วย เลยหันมาขอบคุณลุงอีกครั้งก่อนบ๊ายบายลงรถมา

** อย่าลืมโชว์ตั๋วขาลงบัสนะครับ **

จุดจอดรถบัสสายสีเขียว รหัส H14 ถึงแล้ววววว


ก้าวลงจากบัสก้าวแรก แว๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ร้อนนนนนนน ไอแดดได้ไหลมวลคลื่นความร้อนมาปะทะหน้าอย่างรวดเร็ว

บ่นไปงั้นแหละ … จริงๆดีจะตายแต่งตัวเหมือนอยู่ไทย เสื้อยืด ขาสั้น รองเท้าแตะลายมิกกี้เม้าส์
… ก็เลือกมาเที่ยวฤดูร้อนเองเนอะ เอาน่าเหมือนมาเที่ยวราชบุรีหน้าร้อนแหละ  … ร้อนพอกัน 55+

บ่นเสร็จ … ข้ามถนนไปปราสาทเลย

ข้ามมาปุ๊บเจอป้ายแนะนำสถานที่ก็อ่าน ๆ เก็บความรู้หน่อยนิดนึง


เดินตามทางไปเรื่อย ๆ เจอร้านขายของที่ระลึกดักปากประตูทางเข้าเลย

แวะ  หรือ ไม่แวะดี

สุดท้ายก็แพ้ใจตัวเอง แวะชอปปิ้งก่อนก็ได้ 55+

เข้ามาด้านใน บอกเลยว่าไม่ผิดหวังที่นี่เป็นศูนย์จำหน่ายของที่ระลึกและสินค้าท้องถิ่นที่ใหญ่มากกกก
เหมือนจะใหญ่สุดในเมืองแล้วมั้ง เพราะเป็นจุดจอดรถบัสนักท่องเที่ยวด้วย เหมือนสาขาอื่นจะไม่ใหญ่เท่านี้
ดังนั้นร้านนี้ของเยอะ ของครบมาก …


— ช่วงนี้บ่นๆ —

ทำไมกางเกงในวัวแดง สัตว์นำโชคของเมืองถึงตัวเล็กจัง ขนาดไซส์ XL ยังตัวเท่า M
หรือมันกางเกงในเด็กเหรอ 55+ อดได้มาใส่เลย ว่าจะสอยมาสักตัวสองตัวมาฝากแฟนด้วย ฮ่วย

นอกจากโซนจำหน่ายสินค้าแล้ว ยังมีโซนให้เราทำเวิร์คชอประบายสีตุ๊กตาประจำเมือง ทั้งตุ๊กตาล้มลุก วัวแดง ฯลฯ
ราคา เริ่มต้น 870 เยน หรือราว 270 บาท ทำเสร็จก็เอากลับบ้านได้เลยฮะ

เนื่องจากใกล้เที่ยงแล้วก็เลยคุยกับพี่สาวที่มาด้วยกันว่า “คุณพี่ ทานข้าวเที่ยงเลยไหม … เผื่อด้านในไม่มีอะไรกิน”
เลยมาจบที่ร้านอาหารในศูนย์จำหน่ายสินค้านี่แหละ … บรรยากาศดีเชียว เงียบ คนไม่เยอะด้วย


สำหรับราคาก็พอทำใจได้ ไม่แพง ไม่ถูกเวอร์

มาแล้วววว จานของข้าพเจ้า EBI TENJUU เทมปะรุ กับกุ้งทอด 3 ตัว ราคา 1,400 YEN ประมาณ 420 บาท
แต่กินแบบว่า ฮือออ ให้มาเยอะมาก กินไม่หมด

เติมแรงเสร็จก็ได้เวลาออกเดิน เบิร์นสิ่งที่กินออกไป

คอนเซปดี ที่ทำไม่เคยได้จริง 55+

เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ เดินตามเด็กๆที่มาทัศนศึกษา … พอไปเดินข้างเด็ก เหมือน ลุงป้า พาหลานมาเที่ยว 55+


เดินตามแนวกำแพงปราสาทมาเรื่อยๆ แว้บเดียวก็ถึง

ดิ่งมาซื้อตั๋วเข้าชมก่อนฮะ

ตั๋วเข้าชมปราสาท 420 เยน (126 บาท)

*โปรโมชั่น*
ปกติตั๋วแยกชม 3 ที่ ประกอบไปด้วย ปราสาทซึรุงะ + โรงน้ำชาโบราณ + สวนโอยากุเอ็น ปกติราคา 930 เยน
แต่ถ้าซื้อแบบตั๋วรวม 3 ที่ เค้าลดให้เหลือ 720 เยน (ประหยัดได้ตั้ง 60 บาท) เลยซื้อแบบตั๋วรวม 3 ที่ครับ

น่าจะเที่ยวทัน 3 ที่ในครึ่งวัน

** สำหรับใครที่ไม่อยากเข้าชมภายในปราสาท ก็เดินเล่นรอบๆภายนอกได้นะครับ ฟรี ไม่เสียตังค์ **


มาญี่ปุ่นต้องสะสมตราประทับ … เดี๋ยวมาไม่ถึง

— ช่วงนี้มีสาระ —

ปราสาทซึรุงะ (Tsuruga Castle) หรือที่คนไทยเรียกปราสาทนกกระเรียน เดิมชื่อว่าปราสาทคุรุคะวะ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1384 ต่อมาในปี ค.ศ. 1592 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นปราสาทซึรุงะ เดิมทีเป็นปราสาทที่สูง 7 ชั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 1611 ทำให้ตัวปราสาทพังเสียหาย การบูรณะในครั้งนั้นำได้มีการปรับรูปแบบปราสาทจาก 7 ชั้นเหลือเพียง 5 ชั้น

ในช่วงสงครามไอซึซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโบชิน (การปฏิรูปเมจิ) ตัวปราสาทแห่งนี้ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ศูนย์กลางทางการปกครองของเหล่าโชกุนแห่งเมือง AIZU WAKAMATZU ได้ถูกเผาทำลายและเสียหายอย่างหนัก และเพื่อการอนุรักษ์และการศึกษา รัฐบาลจึงได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่ ตั้งแต่ช่วง ปี ค.ศ.1960 ก่อสร้างด้วยคอนกรีต และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.2011 (พ.ศ.2554)

ความพิเศษของปราสาทแห่งนี้ คือ หลังคาของปราสาทที่ยังคงรูปแบบของ “กระเบื้องสีแดง” ซึ่งเป็นลักษณะดั้งเดิมของปราสาทญี่ปุ่น และเป็นปราสาทแห่งเดียวในประเทศญี่ปุ่นที่ยังคงใช้หลังคากระเบื้องสีแดงไว้อยู่จนถึงปัจจุบัน

* อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือ บริเวณโดยรอบของตัวปราสาทได้ปลูกต้นซากุระไว้
ดังนั้นในช่วงเดือนเมษายน ซากุระนับร้อยต้นจะผลิดอกเบ่งบานรอบปราสาทปรากฏเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก
หรือถ้าใครมาช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ราวเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ในช่วงค่ำคืนจะมีการเปิดไฟสี(Light up)ส่องขึ้นไปบนปราสาท
ก็เป็นการเที่ยวที่ได้บรรยากาศและสวยงามไปอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ต้องติดตามกันหน่อยนะครับว่าแต่ละปีจะเปิดไฟส่องปราสาทช่วงวันไหน
เพราะเปลี่ยนวันไปทุกปีครับ

หยิบภาพจาก http://jpninfo.com/26017 มาให้ชม

Tsuruga Castle surrounded by hundreds of sakura trees

หรือถ้าใครมาตอนเดือนกรกฎาคมหน้าร้อนแบบผม … ก็จะได้ภาพต้นซากุระใบเขียวแทน 555+

รู้หรือไม่

ที่คนไทยเรียกขานที่นี่ว่าปราสาทนกกระเรียนเพราะคำว่า Tsuru แปลว่า “นกกระเรียน” นั่นเอง

ก่อนเข้ามันจะมีป้าย มีผังพื้นที่รวมๆให้เราศึกษาก่อน รวมถึงตราประจำโชกุนราชวงศ์ต่างๆ สวยเก๋เวอร์

เอาหละ ไปดูในปราสาทกัน

ข้อปฏิบัติในการเข้าชมภายในปราสาท … อย่าลืมทำตามกฎด้วยนะครับ
อ้อ ชั้น 1 และ 2 ห้ามถ่ายภาพนะครับ เพราะเขานำของเก่า “ของจริง” มาจัดแสดง
ส่วนชั้นอื่นๆที่เป็นนิทรรศการ ถ่ายได้ครับ ไม่มีปัญหา

พอขึ้นชั้น 3 มาก็จะเป็นนิทรรศการว่าด้วย สงครามโบชิน หรือที่รู้จักในนาม “การปฏิวัติญี่ปุ่น”

— ช่วงนี้มีสาระ —

สงครามโบชิน … สงครามแห่งอุดมการณ์เพื่อแผ่นดิน
ในยุคสงครามโบชิน หรือที่รู้จักในนาม “การปฏิวัติญี่ปุ่น” เป็นสงครามกลางเมืองในประเทศญี่ปุ่น รบพุ่งกันตั้งแต่ ค.ศ. 1868 ถึง 1869 ระหว่างกำลังของรัฐบาล “โชกุน” กับ ผู้ที่มุ่งถวายอำนาจการเมืองแก่ “ราชสำนักจักรพรรดิ” โดยมีสาเหตุจากความไม่พอใจในบรรดาขุนนางและซามูไรหนุ่มจำนวนมาก จากการจัดการกับคนต่างด้าวของรัฐบาลโชกุนหลังการเปิดประเทศญี่ปุ่นเมื่อทศวรรษก่อน อิทธิพลของชาติตะวันตกที่เพิ่มขึ้นในทางเศรษฐกิจนำชาติไปสู่ความเสื่อมที่คล้ายกับประเทศทวีปเอเชียอื่นในเวลาไล่เลี่ยกัน


ในการรบครั้งนี้เริ่มต้นจากทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะไล่ขึ้นมาทางตอนเหนือโดยฝ่าย “ราชสำนักจักรพรรดิ”เป็นผู้กำชัยเหนือฝ่ายโชกุน การทำสงครามรุกคืบยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับการเข้าตีและยึดเมืองสำคัญต่างๆได้สำเร็จจนมาถึงเมือง AIZU WAKAMATSU หนึ่งในสมรภูมิรบที่แสนสะเทือนใจ

เปิดตำนาน Byakkotai … ยุวชนซามูไรพยัคฆ์ขาว”

ในยามสงคราม เหล่าชายฉกรรจ์ในเมือง AIZU WAKAMATSU ถูกเกณฑ์ไปรบเพื่อต่อสู้กับฝ่ายผู้สนับสนุนราชสำนักจักรพรรดิซึ่งเป็นขั้วตรงข้าม ในช่วงเวลานั้นเองมี “ซามูไร” เด็กหนุ่มอายุ 16-17 ปี รวมตัวกันอาสาร่วมรบด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว การรบพุ่งเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก กลุ่มนักรบซามูไรหนุ่มเข้าต่อกรกับข้าศึกแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ถึงฝ่ายของพวกเขาจะเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำแต่ก็ไม่ยอมแพ้ เด็กหนุ่มทั้ง 20 ได้ทำการต่อสู้อย่างไม่ลดละ สุดท้ายได้ทำการถอยร่นมาจนถึงยอดเขาริโมริยามา (Rimoriyama) ซึ่งเป็นเขาที่อยู่ชานเมือง

จากบนยอดเขาริโมริยามา พวกเขาได้มองกลับไปยังปราสาทซึรุกะ (TSURUGA Castle) ที่เป็นศูนย์กลางของการปกครองของพวกเขา ภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือ ปราสาทถูกกลุ่มควันและเปลวเพลิงพวยพุ่งกลบมิด จึงทำให้พวกเขาคิดว่าปราสาทได้ถูกยึดทำลายและแพ้สงครามแล้ว พวกเขาทั้ง 20 คนจึงได้เลือกทำการฆ่าตัวตายอย่างซามูไรด้วยการคว้านท้องตนเอง ไม่ยอมให้ศัตรูมาตามสังหารพวกเขาและยืนหยัดที่จะปลิดชีพตนเองเพื่อคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและอุดมการณ์ของตน

ในช่วงเวลาอันน่าสะเทือนใจนี้ มีซามูไรหนุ่มสิ้นชีพ 19 คน แต่มีเพียง 1 คนที่รอดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้  และต่อมาผู้รอดชีวิตท่านนี้ได้เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเพื่อนยุวชนซามูไร Byakkotai ที่แปลว่า กองกำลังพยัคฆ์ขาว” ให้โลกได้รับรู้ และกลายตำนานเล่าขานจนทำให้เมือง AIZU WAKAMATSU ได้รับการขนานนามว่า “เมืองซามูไร” จนถึงปัจจุบัน


ส่วนจัดแสดงเป็นวิดีโอ คนญี่ปุ่นสนใจกันมากครับ เพราะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงหนึ่งของประเทศเลย
และเรื่องราวความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวก็เกิดขึ้นที่เมือง AIZU WAKAMATSU แห่งนี้ด้วย

จากนั้นเราเดินขึ้นไปยังยอดปราสาท … วิวสวยเลย

จากยอกปราสาทเราสามารถชมวิวเมือง AIZU WAKAMATSU ได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว

มองจากมุมนี้ลงไป จะเห็นหลังคากระเบื้องสีแดงของปราสาทอย่างชัดเจนหนึ่งเดียวในประเทศญี่ปุ่นเลยนะ

เดินลงจากปราสาทเพื่อไปยังจุดต่อไป … จุดที่ว่าจะเป็นจุดไหนได้นอกจาก “ร้านขายของที่ระลึก” 555+

 


โอ้วววว มีป้ายภาษาไทยด้วย แปลว่ามีคนไทยมาเที่ยวเยอะแน่ๆ

— ช่วงนี้มีสาระ —

เจ้าวัวสีแดงนี้มีชื่อว่า “อาคะเบะโคะ” (Akabeko) ครับ เป็นสัตว์นำโชคสัญลักษณ์ของเมือง Aizu Wakamatsu ตามตำนานเล่าว่าเมื่อ 400 ปีที่แล้วได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ที่เมือง Aizu ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง แม้แต่ที่วัดเอนโชจิเองก็โดนผลกระทบเช่นกัน ชาวเมืองจึงร่วมมือช่วยกันบูรณะวัดขึ้นใหม่

แต่ในยุคนั้น ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการขนย้ายสิ่งของหนัก อยู่มาวันหนึ่งก็มีฝูงวัวแดงเดินผ่านหมู่บ้านมาพอดี ชาวบ้านก็เลยได้วัวแดงกลุ่มนี้มาช่วยขนของและซ่อมแซมวัดได้จนสำเร็จ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณวัวกลุ่มนี้ ชาวบ้านเลยทำของเล่นเป็นสัญลักษณ์วัวแดงเหล่านี้ขึ้นมาแล้วตั้งชื่อว่า อาคะเบะโคะ จนภายหลังได้กลายมาเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็ซื้อมาด้วย นึกไม่ออกว่านำโชคยังไง แต่เดาว่ามีความหมายเชิง “มีคนช่วย มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูให้การงาน หรือสิ่งที่ทำอยู่ประสบผลสำเร็จโดยง่าย” เหมือนฝูงวัวแดงที่มาช่วยชาวบ้านซ่อมวัดจนสำเร็จนั่นเอง … อะไรประมาณนี้ ^^”

นอกจากนี้ยังไม่โซนรอบๆปราสาทให้เราได้ดูด้วยนะครับ … ใครมีแรงก็เดินต่ออีกหน่อยครับ

ออกมาจากปราสาท ก็เดินไปยังจุดต่อไป โรงน้ำชา RINKAKU อยู่อีกฟากของปราสาทนั่นเอง

ถึงแล้ว โรงน้ำชา RINKAKU


สำหรับใครที่ซื้อตั๋วรวม ก็เอาบัตรยื่นให้พนักงานดูเลยฮะ
แต่ถ้าไม่ซื้อตั๋วรวม ก็ 200 เยน (ราว 60 บาท)ครับ


แถ๊แด่ สำหรับใครที่อยากนั่งพักชิมชา พร้อมขนม มาเป็นเซ็ตแบบนี้ ก็ชุดละ 600 เยน (180 บาท)
ไหนๆก็มาแล้ว ไม่ได้มาบ่อยๆ แถมอากาศร้อนๆ กินชาเขียวเย็นสักหน่อย คงจะชื่นใจ ว่าแล้วก็จัดไปคนละชุด

สำหรับ โรงน้ำชา RINKAKU เป็นโรงน้ำชาโบราณที่ใช้สำหรับพิธีชงชาแบบโบราณ ล้อมรอบด้วยสวนสวยขนาดกระทัดรัด กับอาคารโบราณให้ถ่ายภาพได้อย่างสนุก … แต่ออกจะเล็กไปนิดนะ 4 นาทีเดินรอบแล้ว

>__<”

แต่ๆ เดาว่าพวกฤดูใบไม้แดง ต้องสวยมากแน่ๆ บางต้นช่วงที่ไปเป็นสีส้มๆแล้ว ฮืออออ มาผิดฤดูไปป่าวเนี่ย
ไปใหม่ได้ไหม อยากไปแก้ตัวอีกที 55+


มาแล้ววววว ร้อนๆแบบนี้ชาเขียวเย็นสักถ้วย หลบแดดใต้ต้นไม้ก็ฟินละ
มีแบบชาร้อนด้วยนะ เผื่อใครอยากดื่มชาเขียวร้อน

กินชาเขียวเย็นเรียบร้อย เก็บไปได้ 2 ที่ จาก 3 ตั๋วร่วม
เดินวนหาอยู่พักนึงว่า “สวนโอยากุเอ็น (Oyakuen Garden)” มันอยู่ไหน เดินตามป้ายก็หาไม่เจอ
ไม่ได้นะซื้อตั๋วรวมมาแล้ว ต้องไปให้ครบ

หาทางไปไม่เจอ ก็เลยเดินวนย้อนกลับไปจุดขายตั๋ว ได้ความว่าต้องเดินจากปราสาท ไปด้านนอก แค่ 1.5 กิโลเมตร(เองนะ)
เดิน 20 นาทีก็ถึงแล้ว

เอิ่ม … คือ 1.5 กิโลเมตร … ท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย 2 ในฤดูร้อนเดือนกรกฎาคม 

T_____T มาถึงขั้นนี้แล้ว ไปก็ไป ตั้ง 200 เยน จะไม่เสียตังค์ฟรีหรอกนะ

เดินสิ เดินนนนนน

เดินย้อนกลับมาทางเดิม จริงๆทางออกนี้อยู่ข้างโรงน้ำชานั่นแหละ >__<” ก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ

เอ๊ะ ว่าแต่ทำไมเดินกันอยู่สองคน มนุษย์คนอื่นหายไปไหนหมด … ทำไมไม่เดินมาทางนี้กันบ้าง

ออกจากกำแพงปราสาท ข้ามคูน้ำรอบปราสาทไป … ซึ่งเพิ่งเห็นว่าคูน้ำรอบปราสาทลึกมากกกกกกกกก
มิน่าข้าศึกบุกยากเย็น

เดินตามทางมาเรื่อยๆจนมาถึงถนนใหญ่

ลองเดินข้ามถนนมา … อ่าว นี่มันมิวเซียมนี่ … ยังพอมีเวลาขอแวะสัก 20 นาทีละกันนะ

T___T” หายนะกำลังคืบคลานมาไม่รู้ตัว หึหึหึ

The Fukushima Prefectural Museum
พิพิธภัณฑ์จังหวัดฟุกุชิมะ (The Fukushima Prefectural Museum) สถานที่บอกเล่าเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุคมนุษย์หินก่อนประวัติศาสตร์ไล่เรียงมาจนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบัน

ตัวอาคารเป็นอาคารขนาดใหญ่ แบ่งการจัดแสดงเป็น การจัดแสดงถาวรที่ได้รวบรวมโบราณวัตถุ ของจำลองขนาดใหญ่ รวมถึงสื่อมัลติมีเดีย มาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิดและน่าตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังมีส่วนของพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนอีกด้วย

เดินเข้ามาปุ๊บ ซื้อตั๋วกันก่อน ราคาตั๋วคนละ 270เยน (80 บาท) คุ้มตั้งแต่แอร์เย็นๆแล้ว ฮ่าๆ

สำหรับเวลาเปิดปิดก็ 9:30 ถึง 17:00 น. (ต้องเข้าชมก่อน  16:30 น.)

** ปิดทำการทุกวันจันทร์นะครับ

ซื้อตั๋วเรียบร้อย สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมสามารถขอรับแผ่นพับข้อมูลโบราณวัตถุทีเป็นไฮไลต์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รูปแบบภาษาอังกฤษ
(ยังไม่มีภาษาไทย)จากจุดจำหน่ายตั๋วเข้าชมได้เลยครับ จะได้เข้าใจมากขึ้น เพราะที่ป้ายในมิวเซียมไม่มีภาษาอังกฤษนะจ๊ะ

** อยากเที่ยว อยากเดินให้สนุก ฝากของเลย … จะได้สบายหลัง สบายตัวมีล๊อกเกอร์บริการ แต่จำไม่ได้แล้วว่ากี่บาท 200 -300 เยนนี่แหละ **

เอาหล่ะ ได้เวลาย้อนอดีตกัน ผ่านอุโมงค์กาลเวลาไปเลย … ฟู้ววววววววว

นั่งไทม์แมชชีนมาก็ถึงโซนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก่อนเลย

หนึ่งในไฮไลต์ของที่นี่ก็คือ ตุ๊กตาดินเผาของยุคโจมง

— ช่วงนี้มีสาระ —

ยุคโจมง (Jomon) คาบเวลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ประมาณ 14,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชถึง 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยคำว่า โจมง ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ลายเชือก ซึ่งสื่อถึงลวดลายบนภาชนะหรือตุ๊กตาดินเผาในยุคนั้นซึ่งทำโดยใช้เชือกพันรอบกิ่งไม้แล้วกดทาบลงบนวัสดุ (คล้ายวัฒนธรรมเชือกทาบในไทยของเรา) วัฒนธรรมโจมงนี้อาจนับได้อย่างคร่าว ๆ ว่าอยู่ร่วมสมัยกับอารยธรรมในเมโสโปเตเมีย ลุ่มแม่น้ำไนล์ และลุ่มแม่น้ำสินธุ ที่นี่จัดแสดงตุ๊กตาในยุคโจมงที่มีลักษณะแปลกตาไว้มากมายเป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยครับ


จากนั้นก็เล่าเรื่องพิธีกรรม ความเชื่อหลังความตาย ซามูไร การละเล่น ประเพณีต่าง ๆ ด้วย

ส่วนห้องนี้เล่าเรื่องการละเล่นของ “เด็ก” ครับ

ห้องยุคไดโนเสาร์ครองโลก … ฟอซซิลเต็มเลย


สิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือ ห้องน้ำ ดีมากกกกก ถึงมากที่สุด
เข้าให้เรียบร้อยก่อนไปเที่ยวที่ต่อไป ^^”

ก่อนจะออกเดินทางก็เดินไปถามพนักงานว่า สวนโอยากุเอ็น (Oyakuen Garden)  นี่ไปทางไหน
นางบอกว่านี่ๆ เดินอ้อมไปหลังอาคารพิพิธภัณฑ์นะ แล้วเลี้ยวขวาตามถนนไปเรื่อยๆ เจอไฟแดงที่สองเลี้ยวซ้ายไป “อีกหน่อย” ก็ถึงแล้ว

เดินออกมาปุ๊บ โอ้ววววววววววววววววว นี่มันสี่โมงเย็นแล้ว เด็กเลิกเรียนแล้ว จะไปทันสวนปิด 16.30 น. ไหมเนี่ย

ดูนาฬิกา 16.25 น.
ฮือออออออออออออ เดินยังไม่ถึงครึ่งทางเลย ทำอะไรไม่ได้ นอกจาก “ทำใจ” อดดูสวนแน่ ๆ แล้ว …
เดินผ่านไปรษณีย์เลยแวะส่งโปสการ์ดกลับไทยกันหน่อย

วันนี้วันดี วันที่ 7 เดือน 7 วัน ทานาบาตะ …


เดินมาได้สักพักรู้สึกว่า เอ๊ะ หลงแน่ๆเลย ทำไมป้ายหายไป เลยต้องถามคนแถวนั้น … นางบอกว่า มาถูกแล้ว
แต่ … เอ๊ะ คุณคะสวนมันน่าจะปิดไปแล้วนะคะ

T_____________T”

//คำว่า “ปิด” พูดเบาเบาก็เจ็บบบบบบ

ตอนแรกเดินผ่านห้าง SHOE PLAZA ว่าจะชอปปิ้งรองเท้าประชดชีวิตแล้ว … แต่อยากไปสวนอ่ะ ไปให้ถึงประตูก็ยังดี
ว่าแล้วก็เดินข้ามถนนไปเลย ป้ายโผล่มาแล้ว

เดินข้ามถนนเลี้ยวเข้าซอยตามที่ป้ายชี้ ดูยังไงก็ไม่เหมือนทางเข้าสถานที่ท่องเที่ยว
ดูไม่เหมาะกับการเดินเที่ยวเลยแฮะ

555+ รู้ตัวอีกที ไม่ได้เดินเข้าทางที่มนุษย์เดินเข้า แต่มันเป็นทางเข้าของรถยนต์
แถมทางที่เข้ามาด้านนี้ ดันปิดซ่อมแซมอีก … ฮืออออ ยืดกอดรั้วร้องไห้


แต่การเที่ยวแบบ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน มันต้องเดินลัดเลาะไปตามช่องประตูแมว ดุ๊กดิ๊กไปตามซอกซอยที่คนท้องถิ่นเดินกัน
เลยเดินลัดหลังบ้านคนไปโผล่อีกฝั่ง … แล้วก็เจอทางเข้าที่ถูกต้องเสียที

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

** นี่อยากรู้ว่าคนอื่นไปเที่ยว มันพิกล ประหลาดแบบนี้ไหม 55+

มาถึงสวน สวนโอยากุเอ็น (Oyakuen Garden) เพื่อยืนยันกับตาตัวเองว่า “สวนปิดแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาา”
ขอคุณป้าเจ้าหน้าที่ว่า ขอชะโงกหน้าไปดู 10 วินาทีได้ไหม คุณป้าบอกไม่ได้ๆๆ โบกมืิอหยอยๆ พร้อมปิดประตูไม้ทางเข้าสวนฉับใส่หน้า

///กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

// ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ แต่มันดูแสนไกลลลลลลล


ช่วงนี้ขอเล่น MV ขอเพียงที่พักใจ ของ มินท์ มาลีวัลย์ นิดนึงนะ … (เพลงบอกอายุมาก)

//เปิดประตูรับหน่อยได้ไหม … อย่าปล่อยให้ฉันยืนอยู่คนเดียวเปลี่ยวใจเหลือทน ฝ่าไอแดดเดินฝ่า UV จนมาพบเธอ
อย่าปล่อยให้ฉันรอ ด้วยใจท้อและทรมาน เปิดประตูให้ฉันเข้าไปชมสวนสักครั้งงงงง

ถึงจะไม่ได้เข้าชม แต่ก็ทำการบ้านมาฝากฮะ

— ช่วงนี้มีสาระ —

สวนโอยากุเอ็น (Oyakuen Garden) เป็นสวนสวยในสไตล์ญี่ปุ่น ถ้าหากอยากเดินเล่นหาความรื่นรมย์มุมสงบและสวยยย
เดิมที่นี่ชื่อสวน Oyakuen นี่แปลได้ว่า สวนสมุนไพร เกิดไอเดียจากขุนนางในสมัยคริศตศตวรรษที่18 ที่ต้องการให้ประชาชนหันมาปลูกพืชสมุนไพรเพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรคจึงได้ปลูกให้ไว้เป็นแบบอย่าง และปัจจุบันพืชสมุนไพรกว่าร้อยชนิดก็ยังคงเติบโตและปลูกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน … ใจกลางสวนเป็นบ่อน้ำ ที่เราสามารถเดินชมสวนเพื่อให้ได้มุมที่แปลกตา มีมุมให้ถ่ายภาพมากมาย ซึ่งในแต่ละฤดูกาลก็จะมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนที่ว่าสวนสวยขนาดไหน ก็ไม่รู้สินะ … ใครมาเที่ยวถ่ายรูปมาแปะให้ผมดูบ้างนะ 

>___<“

ไหนๆ ทริปก็พินาศไปแล้ว เลยถ่ายป้ายต่างๆ นานา มาให้ชมละกัน เผื่อมีประโยชน์กับคนที่อยากตามมาต่อ

มองหน้ากันเลิกลักกับพี่ แล้วถามว่า “ไปไหนกันต่อดี” ฟ้ายังไม่มืดเลย ตอนนั้น 16.45 น. แล้ว
เปิดแผนที่รถบัสดู เห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากแหล่งบ่อน้ำพุร้อนออนเซนเท่าไหร่ อยู่บนเขานอกเมือง … ไปกันเหอะ

/// ยังไม่เข็ดแทนที่จะเข้าเมือง ยังจะออกนอกเมืองขึ้นเขาไปอีก

เลยนั่งรถรถบัสมา … ซึ่งรถบัสก็มาค่อนข้างตรงเวลามาก มาช้าไป 4 นาทีแหนะ
แถมเราสองคนนั่งหลบแดดอยู่อีกมุม ไม่ได้ยืนตรงป้ายเพราะตรงป้ายมันร้อนมาก

ดีนะ พอรถมา รีบโบกไม้โบกมือ วิ่งสี่คูณร้อยข้ามลานจอดรถไปที่รถบัสทัน … **จริงๆพี่คนขับก็จะไม่หยุดแล้วหละ **

รอบนี้นั่งรถบัสสีแดงจนมาถึงป้าย HIGASHIYAMA ONSEN ป้าย H27 น่อ (แป๊บเดียว)


ที่ป้ายรถเมล์ มันจะแสดงเวลาที่รถบัสเที่ยวถัดไปจะมาด้วยนะครับ ดูไว้ก่อนก็ดีนะ จะได้กะเวลาถูก …

นี่ผมก็เลือก 17.37 น. เกือบๆชั่วโมง โอเคแหละ น่าจะเที่ยวครบพอดี ไม่มืดไปด้วย

**เริ่มเกิดปัญญา เช็คเวลารอบรถบัสจะได้ไม่ตกรถ 55+

พอเดินพ้นจุดจอดรถบัสปุ๊บ โอ้โห … เสียงน้ำตกโครมๆๆ
ภาพบ้านเก่าตรงหน้า

ถึงกับอุทานออกมาพร้อมกันสองคนว่า “สวยอ่ะ”

Higashiyama หมู่บ้านออนเซ็นยุคเอโดะ

หมู่บ้านออนเซ็น ฮิกะชิยะมะออนเซ็น ที่เมืองไอซึวากามัตสึ (Aizuwakamatsu) จังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima)
ค้นพบโดยนักบวชในศาสนาพุทธนามว่า Gyōki เมื่อว่า 1,300 ปีก่อน มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและเป็นที่นิยมในหมู่ซามูไร ขุนนางชั้นสูง และศิลปินนักประพันธ์ในสมัยก่อน ตั้งอยู่บนเขาลูกเล็ก ๆ ชานเมืองไอซึ ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำร้อน และแหล่งน้ำร้อนที่มีชื่อเสียง ติด 1 ใน 3 ของภูมิภาคโทโฮกุ เลยทีเดียว

… ตอนที่มาถึงอากาศกำลังสบาย แดดร่มลมตก มันชิล อากาศเย็นๆ ไม่ร้อนแฮะ

จากนั้นก็เดินสำรวจไปเรื่อยๆ

ที่เห็นสวยๆเนี่ยก็เป็นที่พักแบบเรียวกังเหมือนกัน … เดากันเล่นๆว่า น่าจะคืนละ 3- 4 พันบาทมั้ง

เพื่อคลายนข้อสงสัยก็เลยหยิบมือถือ เปิดแอพจองโรงแรม … พอเช็คราคา

กรีดร้องงงงงง ห้องคืนละ 10,000 บาท++++

มันมีห้องแค่ 6 หรือ 8 ห้องเองมั้ง บริการแบบ ฟูลเซอร์วิส กินอยู่ หลับ นอน แช่น้ำเต็มที่

โอ้วววว ราคาที่พักคืนเดียว นี่ก็จะได้ตั๋วเครื่องบินชั้นแล้วนะ

ถ่ายรูปข้างนอกพอละ 55+

เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ก็เห็นมีที่พักหลายๆแบบ ทั้งโรงแรม เรียวกังแบบชาวบ้าน บางที่ก็ร้างไปแล้ว
ถึงจะดูเงียบๆ แต่ที่จอดรถแน่นเอี๊ยดเลยนะ

มาเที่ยวแบบนี้ อะไรที่เค้าจัดมาให้ “ฟรี” ก็อย่าพลาดนะจ๊ะ
สำหรับใครที่เหนื่อยล้าจากการเดินเที่ยวมาทั้งวัน … ที่นี่มีบ่อน้ำร้อนที่ทางการจัดสร้างขึ้นให้แช่เท้า”ฟรี”

วินาทีแรกที่เอาขาแช่ลงไป

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ขาลวก แช่แล้วประดุจเป็นขาหมูลวก

555+

จริงๆก็ไม่รู้วิธีแช่ที่ถูกต้องเท่าไหร่ ก็ค่อยๆวักน้ำมาราดขาทีละนิดๆ (ร้อนมืออยู่ดี)

สักพักคิดว่าปรับตัวได้ ก็แช่ลงไปทั้งสองขา … ฮือออออ ฟินมากกกกก

คือจากที่เดินเมื่อยๆมา … ได้แช่น้ำร้อนนี่มันสวรรค์ชัด ๆ ผ่อนคลายยยย รีแลกซ์แท้ๆ

ระหว่างรอรถบัสกลับเข้าเมืองแวะมาดูแผนที่ที่พักแบบออนเซ็น … โอ้โห … มีเยอะมาก
ขึ้นไปบนเขายิ่งเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ

17.37 น.

รถบัสมารับแล้วตรงเวลาเป๊ะ !!

ขากลับเข้าเมืองก็มองวิวไปมา ผ่านคฤหาสถ์ซามูไรซึ่งวางแผนไว้ว่าจะมาเที่ยวพอดี เลยได้เห็นก่อน วันหน้ามาจะได้ไม่หลง ลงถูกป้าย


แล้วรถบัสก็วนกลับมาส่งเราที่เดิม ที่สถานีรถไฟ

สรปวันนี้ใช้รถบัสไป 3 เที่ยว ถ้าคิดเป็นเงินเที่ยวละ 200 เยน ก็ 600 เยน

แต่ซื้อตั๋ว One day pass มา 500 เยน ประหยัดไปตั้ง 100 เยน หรือ 30 บาทเชียวนะ

//แค่นี้ก็ยังอุตส่าห์คำนวน ยังเขียนมาลงรีวิวได้เนอะ 555+

พอมาถึงสถานีรถไฟ … เค้าตั้งเตนท์งานอะไรสักอย่าง น่าจะมีกิจกรรมสนุกๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้แวะมาแจมช่วงสาย ๆ ดีกว่า ^^”

ติดกับสถานีรถไฟมีซุปเปอร์มาเก็ตชื่อ PAVOT อยู่ ก็เลยแวะกันไปชอปปิ้งสักหน่อย
ได้ขนมนมเนยมาเล็กน้อย

พร้อมกับสงสัยว่าป้ายบนถุงข้าวนี่แปลว่าอะไร ส่งรูปไปถามน้องที่ทำงานที่ญี่ปุ่น ได้ความว่า

“ข้าวจากเมืองฟุกุชิมะ … ปลอดภัย”

เลยอ๋อเลยทีเดียว ที่มีข่าวออกช่วงนึงว่าชาวนาพยายามกลับไปปลูกข้าวตามอาชีพดั้งเดิมของตนในพื้นที่ไม่ไกลจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีปัญหา …
บางคนก็กลัว บางคนก็ตั้งคำถามว่า “ข้าวปลอดภัยจริงเหรอ มีสารปฏิกรณ์ปรมาณูเจือปนไหม ฯลฯ”

ชาวนา และนักวิทยาศาสตร์ต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่าข้าวจากฟุกุชิมะปลอดภัย
ที่ดินที่ปลูกดินก็ปลอดภัยแล้ว ทำการเกษตรได้ เห็นไปทำโร้ดโชว์ที่ต่างประเทศด้วย

เชื่อว่าหลายพื้นที่ในโลกก็เจอปัญหา “ความเชื่อมั่น” เหมือนกันกับที่ฟุกุชิมะเจอ
แต่การให้กำลังใจกันเป็นสิ่งที่ดี … ส่งพลังบวกให้กันเป็นเรื่องน่าสนับสนุน

ยังไงก็ให้กำลังใจเกษตรกรชาวฟุกุชิมะ กลับมาเข้มแข็ง กลับมามีพลังทำงานสู้ชีวิตกันต่อไปนะครับ

ส่วนผมก็ขอเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี มาช่วยเที่ยวมาให้กำลังใจผ่านการท่องเที่ยวแล้วกันนะคร้าบ ^^”

** ตื่นเต้นๆ เพิ่งเคยซื้อของที่ญี่ปุ่นแล้วต้องยกตะกร้ามาที่โต๊ะหลังเคาน์เตอร์เพื่อแพคของลงถุงพลาสติกเอง … สนุกๆ

ปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยร้านนี้เลย อยู่ในห้าง PAVOT นี่แหละ … เห็นคนเยอะดีเลยมากินบ้าง

สั่งอาหารแบบลืมตาย สั่งไม่ยั้ง หิวมากกกกกก

พอชามแรกเป็นข้าวต้มมาเสิร์ฟปุ๊บ ด้วยความรีบร้อนเลยเผลอเอามือไปจับที่หูหม้อดิน

//จ๊ากกกกกกกกกกกกกกก ร้อนมากกกกกก … ใน 3 วินาทีต่อมา นิ้วพองจ้าาาา พองนิ้วไหนไม่พองนิ้วชี้ข้างขวาที่ไว้กดชัตเตอร์ถ่ายรูป

แถมพองเล็กน้อยไปยันนิ้วโป้งและนิ้วกลาง … สรุปตอนนี้พิการ 3 นิ้ว

ฮือออออ เจ็บแบบเจ็บโคตรๆ ร้อนมาก … เอานิ้วไปจับติ่งหูก็ไม่หายร้อน >___<” เห็นในทีวีชอบทำกัน

เลยเรียกน้องพนักงานมา … แต่ด้วยความที่พูดญี่ปุนไม่ได้ พนักงานก็ไม่เก่งภาษาอังกฤษอีก
เลยต้องงัดเทคนิคการแสดงที่เรียนมา ทำท่า “โอ้ววว ฉันเผลอไปจับหูหม้อดิน มันร้อนมาก นิ้วฉันพองเลย” … (ยกนิ้วให้ดู พร้อมทำทำสบัด เป่านิ้วฟู่ๆ)

พนักงานก็ โอเคๆ อาโนๆๆ หายไปแว้บนึง กลับมาพร้อมถุงน้ำแข็งใหญ่ๆ ฮือออออออ


งานนี้จะรอดไหม … แค่วันที่สองนิ้วก็พอง เดินจนเท้าก็พอง ผิวก็โดนแดดไหม้จนพองไปหมดแล้ว

รอด ไม่รอด เดี๋ยวรู้กัน

เจอกันใหม่กระทู้รีวิวหน้าครับ

โอยาสุมินาไซ … ฝันดีครับ

ป.ล. ปิดท้ายด้วยภาพอาหารที่ระดมสั่งประดุจหลังจากคืนนี้จะไม่ได้กินอะไรอีกแล้ว 555+
และด้วยความไม่ยับยั้งชั่งใจ จ่ายไปคนละพันกว่าบาทเลย
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

You may also like

Leave a Comment