Travel

LOST IN FUKUSHIMA ตอนที่ 3 เจาะเวลาหาซามูไร และพักแบบเรียวกังครั้งแรก ที่ AIZU WAKAMATSU

posted by oatkrubpom August 5, 2017 0 comments

เจาะเวลาหาซามูไร และพักแบบเรียวกัง”อาบน้ำรวม”ครั้งแรกในชีวิต ที่ AIZU WAKAMATSU

 

LOST IN FUKUSHIMA ตอนที่3 เจาะเวลาหาซามูไร และพักแบบเรียวกัง”อาบน้ำรวม”ครั้งแรกในชีวิต ที่ AIZU WAKAMATSU 

8 กรกฎาคม 2560

อย่าถามว่าง่วงแค่ไหน ง่วงขนาดที่ว่าตื่นสายๆเอาเลยทีเดียว อาบน้ำแล้วก็แพ็กกระเป๋า เช็คเอาท์ เพราะว่าวันนี้อยากเปลี่ยนที่นอนจาก “โรงแรม” ในตัวเมืองไอซึ วากามัตมัตสุ ไปเป็น “เรียวกัง” แบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น มีน้ำร้อนให้แช่ด้วยนะ … ที่สำคัญ “อาบน้ำรวม” ด้วยนะ … น่าสนุกแฮะ

เช็คเอาท์จากโรงแรม WASHINGTON  ซึ่งถือว่าดีมาก อยากยกให้ 10/10 คะแนนไปเลย ทำเลดี ราคากลางๆ อยู่กลางเมือง บริการดี ห้องพักสะอาด แถมด้วยพนักงานต้อนรับหล่อ อิอิอิ … เกี่ยวป๊ะ

จากหน้าโรงแรมจะเห็นว่ามองไปสุดทางตรงสามแยกก็เป็น “สถานีรถไฟ AIZU WAKAMATSU” แล้วอ่ะครับ บอกแล้ว โลเคชันโอเคเลย แนะนำๆ

ฝากกระเป๋าไว้เดี๋ยวตอนค่ำมาเอา … จากนั้นก็เดินย้อนมาอีกฝั่งที่ไม่ใช่ทางไปสถานีรถไฟ เพื่อไปหาอะไรกินยามเช้า


มองไปฝั่งตรงข้ามโรงแรม … เฮ้ย นั่นรถบัสสีเขียว รถนำเที่ยวนี่นา มีป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามโรงแรมด้วย ดีอ่ะ

เดินมาแค่ 2 นาที ก็ถึงแล้วกับร้าน KOMEDA’S CAFE
สำหรับเวลาเปิดปิดก็ เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า ยาวไปถึง 5 ทุ่มเลย
* สว่างไสวเห็นชัดมากในยามค่ำคืน

ด้านล่างจะเห็นป้ายที่เค้าแจ้งว่าร้านมีโซนทั้งสูบบุหรี่ 30 ที่นั่ง และไม่สูบบุหรี่ 66 ที่นั่ง
พนักงาน(คง)จะถามว่าเราจะไปโซนไหน … นี่ก็ไม่รู้ว่าเค้าถามไหม แต่สุดท้ายก็มาโซนไม่สูบบุหรี่ … รอดไป

ก้าวเข้ามาในร้านพนักงานแอบเหวอนิดหน่อยที่พูดไทยใส่ 55+ เพราะพยายามพูดภาษาอังกฤษด้วยแล้วคุณพนักงานก็ได้แต่ตอบภาษาญี่ปุ่นใส่

จากนั้นก็ภาษาใบ้ และจิ้มเมนูรูปเอาเลย 55+


สำหรับอาหารเช้า ก็สั่งอะไรรองท้องแบบดูฝรั่งๆบ้าง กาแฟ ขนมปัง จะได้สลับกับอาหารญี่ปุ่นมื้ออื่นๆ ^^”
ราคาก็ถือว่ากลางๆนะครับ ราคาแบบร้านอาหารเนอะ

สำหรับ KOMEDA’S CAFE นี่เหมือนจะไม่ธรรมดาเพราะว่าตอนไปร้านสะดวกซื้อที่สถานีรถไฟเจอ “กาแฟกระป๋อง” ของเค้าขายด้วย

โฮ่วววว ของเค้าดีจริง

นอกจากนั้นยังมีโซนขายของที่ระลึกของร้านอีก … ก็ยังจะอุดหนุนสอยแก้ว สอยกาแฟ 3 in 1 เค้ากลับมาไทยด้วยนะ อิอิ


กินอิ่มเรียบร้อย (และอร่อยมาก) ก็มาจุดเริ่มต้นกัน นั่นก็คือ สถานีรถไฟ AIZU WAKAMATSU เพื่อมาซื้อตั๋วรถบัสท่องเที่ยว 500 YEN ขึ้นได้ตลอดทั้งวันที่สุดแสนคุ้ม

แต่เอ๊ะ … เหมือนหน้าสถานีรถไฟจะมีพิธีเปิดงานอะไรสักอย่าง เลยย่องๆแอบเนียนไปดูกับเค้าด้วย


ค่อยๆกระดึ๊บไปหน้าเวที

แทรกๆไปจนถึงหน้าเที ค่อยรู้ว่า มันเป็น พิธีเปิดรถไฟโบราณเที่ยวพิเศษ SL BANETSU MONOGATARI 2017 ที่ใช้หัวจักรโบราณพาเที่ยวระหว่างเมือง AIZUWAKAMATSU กับเมือง NIELATA

พิธีเปิดเป็นไปอย่างเรียบง่าย ประธานในพิธี ผู้ใหญ่จาก 2 เมือง และมาสคอทก็มาถ่ายภาพร่วมกัน ^^”

งานนี้ก็เลยมีเพื่อนพ้องชาวรถไฟจากสถานีต่างๆมาเปิดบูธจำหน่ายของที่ระลึก ชวนเล่นเกมส์สนุกสนาน

หลังพิธีเปิดเสร็จสิ้นก็มีการแสดงต่างๆ สลับขึ้นแสดงบนเวทีหลายโชว์เลยฮะ


ที่ไหนมีงาน ที่นั่นต้องมีของกิน 555+
ว่าแล้วก็เดินตะลุยกิน ร้านนั้นที ร้านนี้ที … กินให้พุงแตกไปเลย และเอาจริงๆแล้วเนี่ยเพิ่มกินอาหารเช้ามาด้วยนะ 55+


จริง ๆ ไม่มีธุระต้องใช้บริการรถไฟไปไหน เพราะใช้รถบัสท่องเที่ยวภายในเมือง AIZU WAKAMATSU แต่ด้วยความอยากเห็นหัวรถจักรโบราณ
ก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่าทำยังไง เค้าบอวก่าต้องซื้อตั๋วเข้ามานะ … แค่ตั๋วสถานีเดียว 140 เยน เพื่อเข้ามาชมใกล้ๆ

ก้เลยไปกดตู้ 140 เยน ได้ตั๋วมาก็แสดงให้เจ้าหน้ราที่ดู จะได้ไปส่องหัวรถจักรโบราณ

เพื่อความปลอดภัย บางจุดที่ขวางผู้โดยสารท่านอื่นๆ หรือว่า ทางมันแคบๆ เค้าก็จะกันไว้ หรือไม่ให้เราหยุดถ่ายรูปฮะ

ดีๆ ปลอดภัยดีครับ … เลยต้องเดินไป ดูไป เดินไป หยุดไปเป็นระยะ

เจ้าตัวรถที่นำเที่ยวอ่ะเค้าออกไปแล้วแต่เช้า *** และได้ข่าวมาว่าวิ่งแค่ เสาร์-อาทิตย์ เฉพาะช่วงเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น
ก็เลยไม่เห็นขบวนเต็มๆ แต่ได้เห็นหัวรถจักรที่คุณพนักงานขับจะพ่นควันฟู้ววววว ฟู้วววว เป็นระยะให้เราตื่นเต้นเล่น

มองในระยะใกล้ๆ มันตื่นเต้นดีนะครับ มันแบบว่า เฮ้ยยยย ดีอ่ะ เคร่งขรึม หล่อมากกกก


เอาหละ … ได้เวลาเที่ยวแล้ว วันนี้เราจะไปเที่ยวคฤหาสถ์ซามูไรกัน
ซื้อตั๋วที่บูทแถวๆหน้าสถานีรถไฟ รอสักพักเดี๋ยวรถก็มาแล้วฮะ

รอบนี้ยังคงใช้สายสีเขียวที่วิ่งวนเข้าในเมืองก่อน ค่อยออกไปรอบนอกเมือง … อยากชมวิวบ้านเมืองก่อนฮะ


ประมาณ 20 นาทีก็มาถึง AIZU BUKEYASHIKI แล้วฮะ

เดินขึ้นเนินไปซื้อตั๋วกัน สำหรับค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ คนละ 850 YEN นะครับ เด็ก นักเรียน นักศึกษาก็ลดลงไปอีก
ได้ตั๋วเสร็จก็ยังไม่เข้าไปหรอก ยืนสะสมตราประทับด้านหน้าอีก 555+ ชิลๆฮะ ไม่รับ อิอิ

ข้อดีของที่นี่คือ มีแผนที่แนะนำอาคาร สถานที่ และประวัติโดยย่อเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษด้วย … ดีงามมมม

— ช่วงนี้มีสาระ —

คฤหาสน์ซามูไรไอซุ (Aizu Bukeyashiki) มีเนื้อที่รวม 87 เอเคอร์ ตั้งอยู่ที่เมือง ไอซุวะกะมัทสึ (Aizu-wakamatsu) ที่นี่เป็นบ้านของซามูไรนามว่า ไซโก ทะโนะโมะ (Saigo Tanomo) ในสมัยเอโดะ ที่เป็นซามูไรที่มีตำแหน่งสูงสุด ทำให้คฤหาสน์แห่งนี้ใหญ่โตกว้างขวาง มีห้องกว่า 38 ห้อง (ใหญ่จนคิดว่าเป็นวังขนาดย่อม ๆ ได้เลยนะ)

อาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่บนฐานของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ของที่นี่ ถูกเผาทำลายเสียหายอย่างหนักในช่วงสงครามโบชินเมื่อกว่า 140 ที่แล้ว การบูรณะใช้เวลากว่า 2 ปีในการก่อสร้าง จากนั้นได้มีการนำเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้สมัยเอโดะมาจัดแสดงเพื่อให้เป็นถึงวิธีชีวิตความเป็นอยู่ของซามูไรได้อย่างสมบูรณ์แบบ


แต่ละห้องก็จะมีเรื่องราว การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป เช่นห้องพักของแขก ห้องหนังสือ ห้องนอน ห้องส่วนกลาง เป็นต้น


หนึ่งในจุดเด่นของที่นี่ก็คือ การมีโรงสีข้าวพลังงานน้ำ ช่วยย่นระยะเวลา ทุ่นแรง ลดการใช้แรงงานคน แถมสีข้าวได้ครั้งละเยอะๆด้วยฮะ

โศกนาฏกรรมแห่งคฤหาสน์ซามูไรไอซุ (Aizu Bukeyashiki)

เมื่อเหล่าผู้ชาย และผู้นำออกไปรบกันหมด ที่นี่ก็เกิดเรื่องสะเทือนใจขึ้น … ในช่วงสงครามโบชิน เหล่าสตรีในครอบครัวทั้งผู้ใหญ่ถึงเด็กทารก ได้กระทำการฆ่าตัวตายในคฤหาสน์แห่งนี้ เนื่องจากไม่อยากให้ตนเองตกเป็นเชลยในศึกสงครามและเพื่อพิทักษ์เกียรติแห่งวงศ์ตระกูล …

แต่มีสตรีบางคนที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ เมื่อข้าศึกเข้าประชิดและบุกเข้ามาถึงห้อง นางก็ถามว่า “ฝ่ายเราแพ้สงครามหรือไม่ … ถ้าหากเราแพ้ช่วยฆ่าเราให้ตายตามไปด้วยเถิด”  โดยนางหารู้ไม่ว่าคนที่นางพูดอยู่ด้วยนั้นเป็นฝ่ายศัตรูของนาง ข้าศึกคนนั้นจึงทำการปลิดชีพนางให้ตายอย่างสมเกียรติอย่างที่นางร้องขอ

T_____________T เพื่อรักษาเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูลชีวิตนี้ก็ปลิดได้


เดินต่อไป …

จากมุมนี้มองย้อนกลับไป จะมองเห็นยอดปราสาทซึรุงะด้วยฮะ

ช่วงปลาย ๆ ก่อนจาก ก็มีลานให้ลองยิงธนูด้วยฮะ 4 ดอก 200 เยน
ใครคิดว่าเจ๋ง ก็มาประลองความแม่นได้ฮะ ^^”

อ้อ … ก่อนจะออกไปด้านนอก ใกล้ๆประตูทางออก มีศาลเจ้า AIZU-TENMAN-GU ตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ
ซึ่งเป็นศาลเจ้าแห่งการศึกษาและการสอบด้วยฮะ … ใครกำลังจะสอบอะไร การเรียนติดขัดก็แวะมาขอพรได้ฮะ จะได้สอบผ่านฉลุยยยย คะแนนดีๆ สอบติดอะไรอย่างใจหวัง ^^”

เรื่องน่ารักก่อนจาก

ตรงทางออกมีร้านน้ำเล็กๆตั้งอยู่ร้านนึง ซึ่งคุณลุงคุณป้าเจ้าของร้านพอเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวปุ๊บ ก็ชวนเชิญมานั่งหลบร้อน
กุลีกุจอเอาน้ำชาเขียวเย็น ๆ มาเสิร์ฟ พอเห็นว่าดื่มหมด ก็เพียรมาเติมให้ … (ฟาดไปตั้ง 3 แก้ว) 55+

จากที่จะมาอุดหนุนซื้อน้ำ เลยได้ดื่มชาเขียวเย็นฟรีๆเลย … ก็เลยอุดหนุนขนมอย่างอื่น กับของที่ระลึกลุงป้าไป น่ารักกกก

ก่อนจากเลยขอถ่ายรูปกับลุงป้า เฮฮา สนุกสนาน ^^”

ทางออกก็มี “ร้านขายของที่ระลึกขนาดยักษ์” ตั้งดักทางออกอยู่ อิอิอิ

คิดว่าจะเสียเงินไหม … ติ๊กต๊อกๆๆๆ ไม่รอดจ้า คว้าแล้วเดินไปจ่ายตังค์ 55+

ออกมาด้านนอกอาคารขายของที่ระลึก ก็จะเป็นลานด้านหน้าที่เป็นลานจอดรถ และจุดรอรถเมล์พอดี ไม่ต้องวนออกทางเดิม
ระหว่างรอรถบัสท่องเที่ยวมา ก็เลยหาอะไรระงับความร้อนก่อน … ไอติมชาเขียวนี่แหละ ตอบโจทย์สุดแล้ว
กินมันทู้กกกวัน 55+

รอไม่นานนักรถบัสก็มา … ขึ้นรถไป เอาตั๋วโดยสารรายวันแสดงให้ลุงพนักงานขับดู แล้วก็มุ่งหน้าไป เขา limoriyama กัน

นั่งตากแอร์บนรถบัสได้แค่ 15 นาทีก็มาถึง เขา limoriyama  แล้ว
ป้ายรถเมลที่จอด มันจะเลี้ยวซ้ายผ่านหน้าเขาไปนิดนึงนะครับ ไม่ต้องตกใจ กดปุ่มแล้วเดินย้อนกลับมาแล้วข้ามถนนสองขยักไปตีนเขา … นิดเดียวฮะ ไม่ไกลๆ

ถึงแล้วทางขึ้น เขา limoriyama 
สำหรับการขึ้นเขา มี 2 วิธีครับ

1. สำหรับใครที่ฟิตๆ แข็งแรงก้เดินขึ้นเขาไปเลยฮะ ฟรีๆ ได้ออกกำลังกายไปด้วย

2. สำหรับใครที่ไขข้อไม่ดี เข้่าพัง แรงกายถดถอย(แบบข้าพเจ้า) ก็จงเลือกวิธีที่ทุ่นแรงเรา นั่นก็คือ การขึ้น “ทางลาดเลื่อน”
ในราคาเพียง 250 เยน (75 บาท)


ซื้อตั๋วเสร็จก็ดิ่งไปขึ้นทางลาดเลยฮะ … ยืนไปสบายๆ ไม่เหนื่อย 555+

สุสานของกลุ่มพยัคฆ์ขาว Byakkotai … ยุวชนซามูไร

หนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองไอซึวากามัตสุ เป็นสถานที่ที่เหล่าซามูไรรุ่นเยาว์อายุ 16 – 17 ปี ซึ่งเรียกตัวเองว่า Byakkotai หรือกลุ่มนักรบพยัคฆ์ขาวจำนวน 20 คนได้กระทำการคว้านท้องหรือที่เรียกกันว่า เซ็ปปุกุ เนื่องจากเข้าใจผิดว่าปราสาทซึรุงะหรือปราสาทนกกระเรียน ได้ถูกตีจนแตก แต่ในความเป็นจริง คือแค่ควันไฟตลบกลบอาคารเฉย ๆ

เหล่าซามูไรหนุ่มต้องการรักษาเกียรติที่ไม่สามารถปกป้องปราสาทอันเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของตนไว้ได้ จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการคว้านทองตัวเองบนเขา limoriyama แห่งนี้

ซึ่งในการณ์นั้นได้มีผู้สิ้นชีพไป 19 คน มีเพียวง 1 คนที่กระทำการไม่สำเร็จและถูกช่วยเหลือจนรักษาตัวหายดี
ภายหลังผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว ได้มาเป็นผู้เล่าเรื่องราวคงามกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวของเพื่อนทั้ง 19 คน

และตำนานนี้เป็นสัญลักษณืของซามูไรหนุ่ม คนหนุ่มที่กล้าหาญ และเรื่องราวถูกนำมาถ่ายทอดเป็นหนัง ละคร ซีรีส์ หลายครั้งหลายครา


ที่นี่ก็จะมีชาวญี่ปุ่นแวะมาเคารพป้ายหลุมสพไม่ขาดสาย
แอบสังเกตดูจะเห็นคนญี่ปุ่นชอบยื่นนับจำนวนป้ายหลุมศพเกือบทุกคนเลยฮะ นับว่ามีครบ 19 ป้ายหรือไม่

ข้างๆกัน เห็นทางเดินร่มรื่นที่คนพากันเดินไป … ไม่รู้เค้าเดินไปไหนกัน ก็เลยเดินตามไปด้วย 555+
เอาน่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง

ระหว่างทางเดิน ก็มีหลุมศพ และป้ายจารึกของคนสำคัญมากมายที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโบชินที่ได้รับการย้ายมาฝังรวมกัน ณ ภูเขาแห่งนี้อย่างสมเกียรติ

รวมไปถึงหลุมศพของหนึ่งในซามูไรพยัคฆ์ขาวหนึ่งเดียวที่รอดจากการปลิดชีพตัวเอง

ซึ่งคุณตาท่านนี้ หลายหลังได้ทำงานเป็นหัวหน้าวิศกร ให้กับกระทรวงการสื่อสารและโทรคมนาคมที่เมืองเซนได
รวมถึงเป็นผู้หนึ่งที่มีความสำคัญในการวางรากฐานการติดต่อสื่อสารของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

คุณลุงท่านนี้ อายุยืนถึง78 ปี เพิ่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2474)

เดินตามทาง ตามคนอื่นๆไปเรื่อยๆ

พอสุดทางก้เป็นสุสานอีกเช่นกัน … แต่วิวนี่สิ สวยเชียว …

จากมุมนี้ก็จะมองเห็นวิวเมืองได้อย่างเต็มตาเลยทีเดียว


เดินย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อที่จะไปเจดีย์ไม้ Sazaedo ฮะ


แหม่ … แต่ละทางเชื่อมนี่ไม่พลาดเลยยยยย ร้านขายของที่ระลึกดักตลอด 555+

คิดว่าจะรอดไหม … แบกไปสิเต็มกระเป๋าเป้ หลังแอ่นเลย ฮ่าๆๆๆ

สุดทางมีร้านน้ำ ร้านไอติม ร้านขนม ให้ซื้อแล้วมานั่งชมวิวเมืองเพลินๆ … ถึงอากาศจะร้อน แต่พออยู่ใต้ร่มไม้ ลมโชยเอื่อยๆ มันก็เย็นสบายดีนะ
อากาศน่านอนมาก 555+

จากมุมร้านขายของที่ระลึก เราจะมองเห็น เจดีย์ไม้ Sazaedo  จากมุมสูงด้วย แว้บมาชมกันได้ ก่อนลงไปข้างล่างนะครับ

เดินตามป้ายลงเขาไปนิดนึง ถ้าแฉลบซ้าย ก็ลงบันไดไปตรงที่เราขึ้นมากัน (ป้ายรถบัสนำเที่ยว)
แต่เลี้ยวขวาก็เวียนไปเจดีไม้ Sazaedo  ฮะ

เดินมาสุดทาง เจอร้านขายของที่ระลึกอีกแล้ว … ถามว่าซื้อไหมก็ซื้อ เพราะกำลัง SALE เสื้อ T-SHIRT อยู่พอดี ฮ่าๆๆ
* แถมมีขายร้านนี้ร้านเดียวด้วยนะ

ที่ร้านนี้มีเจดีย์ไม้Sazaedo  แบบจำลองผ่าครึ่งให้เราได้เห็นเทคนิคการสร้างที่แสนน่าทึ่งอีกด้วยนะ

ใกล้กัน มีศาลของ 19 ซามูไรพยัคฆ์ขาว ไว้ให้สักการะกันด้วยครับ

ตรงข้ามกับศาลก็เป็นเจดีย์ไม้ Sazaedo แล้วฮะ

เจดีย์ไม้ Sazaedo สุดยอดงานสถาปัตยกรรม

เจดีย์ไม้ Sazaedo ที่ต้องขอบอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะที่นี่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ความเก๋อยู่ที่ทางเดินขึ้นลงเจดีย์นั้นเดินในลักษณะบันไดเวียนแบบก้นหอยขึ้นทางหนึ่ง ลงอีกทางหนึ่งไม่สวนกัน ดังนั้นการประกอบพิธีกรรมของผู้มาทำบุญก็จะไม่ปะปนสับสนกัน

มาดูของจริงต้องขอบอกว่าไม่ธรรมดาเลยเพราะเก่ามากขลังมากยังคงสภาพเดิมเดิมไว้
ปัจจุบันอาคารแห่งนี้เป็นอาคารอนุรักษ์นั้นมีความสำคัญระดับประเทศของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ลืมบอกไป ค่าเข้าชม 400 เยน … คุ้มมาก แค่ตัวอาคารก็ชวนทึ่งแล้ว

นี่ๆ วันก่อนไปร้านหนังสือในเมือง เจอโปสการ์ดใบนี้ขายอยู่ เลยจัดมาหนึ่งใบ เพื่อให้ได้มุมแบบภาพถ่ายโบราณใบนี้

นี่ต้องลงทุนฝ่าดงหญ้า แหวกป่าเข้าไปถ่ายเลยนะ 555+

สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากนั่นก็คือ เจดีย์ไม้แห่งนี้ เป็นอาคารไม้หลังเดียว”ในโลก”ที่เหลือรอดจากยุคเอโดะตอนกลาง
This valuable Structure is the only wooden building remaining from Mid-Edo Period in the World !!!

นั่นไง ไม่ธรรมดา … ไม่มาเสียใจแย่

ได้เวลาไปพิสูจน์ความจริงว่า ทำไมเจดีย์ขึ้นลงไม่สวนกัน … จริงเหรอ

การเวียนขึ้นเจดีย์เป็นการเวียนแบบทักษิณาวัตร หรือว่า เวียนขวานั่นเอง … เวียนขวาเป็นงานมงคล สิ่งมงคล เหทือนเราเวียนเวียนนั่นแหละ
วัดหรือสิ่งก่อสร้างอยู่ขวามือเรา

ส่วนงานอวมงคลจะเวียนซ้าย หรือที่เรียกว่าอุตราวรรต นั่นเอง

โว๊ะ อยู่ๆก็มีสาระขึ้นมาซะงั้น 555+

ใช้เวลาเพียวง 3-4 นาทีก็ขึ้นมาถึงยอดเจดีย์ไม้แล้ว

มันเก่าแบบเคร่งขรึม งานไม้ก็งามมาก … แต่เหมือนอ่านข้อมูลเจอมาว่าสติ๊กเกอร์กระดาษ และรยอปากกาคนเขียนเต็มผนังนี่เพิ่งงมาภายหลังนี้เอง

แต่ก่อนไม่มีนะครับ

จากนั้นก็เวียนลงอีกฝั่งนึง … ซึ่งไม่สวนกับทางขึ้นมาจริงๆด้วยแฮะ สุดยอดงานวิศวกรรมมากๆ

ลงจากเจดีย์ไม้ ก็เดินลงเขาไปเรื่อยๆ เห็นมีศาลเจ้าอะไรอยู่ไกลลิบๆ เลยเดินลงไปดูหน่อย


ตอนนั้นจำได้ว่าเกือบจะ 5 โมงเย็นแล้ว แดดกำลังสีทอง อากาศเริ่มเย็น เสียงน้ำไหล ต้นไม้เขียว ตัดกับซุ้มทางเข้าศาลเจ้าสีแดง

อู้ย สวยยยยย

เดินยลงเนิน ตามนักท่องเที่ยวคนอื่นไป … รอบนี้ไม่หลงแฮะ เพราะว่ามีป้ายชี้อยู่ว่าวนกลับไปตรงทางลาดเลื่อน ^^”

แต่สิ่งที่สะเทือนใจคือ มาไม่ทันพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของกลุ่มพยัคฆ์ขาว “ปิดแล้วจ้า” 555+
เที่ยวแบบเรื่อยเปื่อยไปนิดนนะ … อดแวะมิวเซียมเลย

นอกจากมิวเซียมจะปิดแล้ว ร้านขายของที่ระลึกที่เรียงรายสองข้างทาง ที่กะว่าจะแวะขากลับ ก็ปิดหมดเลย

T____________T”


หมุนซ้ายหมุนขวา เอ … ทำอะไรดีน้า

ก็เลยไปยืนรอรถเมล์แล้วก็คุยกันว่า นั่งวนเข้าไปย่านเมืองเก่า ถนนย่านเมืองเก่าดีกว่า … แดดสีทอง ถ่ายรูปน่าจะสวย แถมไม่ร้อนมากด้วย

นั่งจากป้ายหน้าเขา รถบัสก็ดิ่งเข้าไปสถานีรถไฟก่อน เราก็ไม่ลงหรอก สัก 5 นาทีรถบัสคันเดิมก็วิ่งวนเป็นวงกลมจนเข้าเมืองเก่า
แล้วเราก็เลือกลงที่สถานีรถไฟ NANUKAMACHI สถานีรถไฟเล็กๆ (ถัดจากสถานี AIZU WAKAMATSUหนึ่งสถานี)

เราลงที่จุดนี้ จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับตามทางที่รถบัสท่องเที่ยวผ่านมา เพื่อเดินสำรวจเมืองกัน


บ้านเมืองสวยงาม สะอาดสะอ้าน ทางเท้าก็เดินได้สบายๆ บ้านเก่าก็สวย ได้รับการดูแลอนุรักษ์ดีมาก

ถ่ายรูปเพลินสุดๆ

เดินได้ 15 นาที … ทำอะไรหละ ไม่ชอปปิ้ง ก็ต้องหาซื้ออะไรกิน 555+

ว่าแล้วก็ได้ไอติมโบราณมา 1 แท่ง

จากนั้นก็เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ … เดินวนไป วนมา จนเริ่มมืด พอเริ่มมืดก็เริ่มหลง
ร้านนั้นปิด สถานที่ท่องเที่ยวอย่างโรงเหล้าสาเกก็ปิด 555+  ทำอะไรไม่ได้นอกจากถ่ายรูปจากด้านนอกอาคาร


เดินตามป้ายเพื่อกลับไปสถานีรถไฟ … ยิ่งเดินทำไมเหมือนยิ่งไกล เมืองก็เงียบเชียว ผู้คนหายไปไหนหมด
หรือเค้าไปรวมตัวกันทีไ่หนหนอ 555+

เดินมาจนมาถึงทางรถไฟ เริ่มใจชิ้นว่า   น่าจะโอเคแหละ ไม่น่าหลง 55+

เดินไปเดินมาดันโผล่มาเจอ โรงอาบน้ำร้อนที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ชื่อ FUJINOYU
มีบ่อหลากหลายสไตล์ให้ท่านได้ลองแช่กันอย่างเพลินเพลินตามต้องการ ในราคาเพียงแค่ 400 เยน แถมเดินจากสถานีรถไฟ AIZU WAKAMATSU เพียง 5นาทีเอง

ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้อยากแช่ นี่เลยแวะกลับมาข้อมูลของคนที่ไปใช้บริการมา ได้ความว่า …

“it is a place of about 5-minute walk from Aizu-Wakamatsu Station, the location is pretty good. In the natural hot springs 100 percent of the hot spring land, on which even the bath are various, sometimes tub are in one person is quite a few, is a major feature of here. Because bathing fee is 400 yen, this equipment, I think that it is cheap if the content.”


เดินอ้อมรอบเมืองเสร็จก็มืดพอดี
วนๆหาที่กินข้าว ทางโรงแรมวอชิงตันที่เคยพักเค้าแนะนำร้านหน้าสถานีรถไฟนี่แหละ … เค้าบอกดีๆ เจ๋งๆ ห้ามพลาด ก็เลยจัดไป

จัดแบบบุฟเฟต์ไปเลยฮะ ^^” เติมแรงหน่อย เดินมาทั้งวันแล้ว

มีเวลาตั้ง 2 ชั่วโมง กินไป เม้าท์ไป เล่นเน็ตไป … สบายๆ

 


อิ่มแล้ว … สามทุ่มกว่าๆ ได้เวลาย้ายที่พักไป “เรียวกัง” นี่จะเป็นการพักแบบเรียวกังครั้งแรก ตื่นเต้นๆ

เอาที่อยู่ในแอพมือถือให้พนักงานที่โรงแรมดู เค้าก็โอเคๆ แล้วก็เรียกแท็กซี่ให้ แว้บเดียวแท็กซี่ก็มาเกยหน้าโรงแรม

กับระยะทางเพียง 6 กิโลเมตร แต่จ่ายเงินไปถึง 600 กว่าบาท ฮืออออออออออออออออออออออออ

//ร้องไห้หนักมาก


พอแท็กซี่มาส่ง ได้แต่ร้องอุทานว่า “อ้าว นี่มันตรง Higashiyama หมู่บ้านออนเซ็น” ที่เรามาเดินเล่นเมื่อวานนี่เอง

สรุปคือเดินผ่านแล้วเมื่อวาน แต่ไม่ได้สังเกตอะไรเลย … นี่มัน มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผนของแท้ (ขนาดจองที่พักไว้ ยังไม่รู้เลยว่าเรียวกังนี้อยู่ไหน)

ลากกระเป๋าเข้าไปเช็คอิน สี่ทุ่มพอดี บรรยากาศด้านหน้าเรียวกังของเรา Niko Ryokan, Aizuwakamatsu 

เข้ามาด้านในก็เงียบๆ … ใช่สิมันดึกแล้ว

เข้าไปปุ๊บคุณลุง(น่าจะเป็นเจ้าของ) ก็ลุกงัวเงียจากเตียงออกมาต้อนรับเรา พร้อมพาเราขึ้นไปห้องพักซึ่งอยู่ชั้น 2


แถ๊แด่ … เข้ามาปุ๊บ นี่มันญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น เหมือนในละครเลย พื้นเป็นเสื้อ ต้องปูฟูกเพื่อนอน บานประตูก็เป็นบานกระดาษเลื่อน
ตกตแ่งด้วยภาพวาดดูเก่าคลาสสิค โต๊ะแบบนั่งพื้น มาพร้อมกับทีวีจอตู้เล็กๆ และมีชุดชงชาพร้อมไว้ในห้อง

ส่วนแอร์เป็นแอร์เก่าและเครื่องเล็กไปนิดนึง ต้องใจเย็นนิดนึงนะครับกว่าห้องจะเย็น


นั่นไง คุณลุงกำลังพยายามปรับแอร์ให้อยู่

ส่วนห้องสุขาก็แบบใช้รวมแยกชายหญิงมีหลายจุดเลยฮะ …

การอาบน้ำอาบท่าถือเป็นไฮไลต์เลย มาญี่ปุ่นต้องอาบน้ำร้อนนนนนนนน

แต่จะให้อาบ ให้พักคืนละหลายพัน หรือถึงหมื่นแบบที่พักตรงข้ามก็ไม่ไหว

เราก็เอาเท่าที่เราจ่ายได้ เพราะที่ Niko Ryokan ราคาคืนนึงแค่ 2,000 บาท ++ (ถูกสุดในเรียวกังย่านนี้แล้ว)

และแล้วก็ได้เวลาอันตื่นเต้น … หลังจากไปส่องๆอยู่ ก็ไม่มีคนมาเข้าพักด้วยแฮะ

คือผมอ่าไม่เท่าไหร่หรอก เพราะเคยแก้ผ้าแช่ออนเว็นที่โตเกียว ตอนไปเที่ยวโอไดบะแล้ว (เอโดะ โมโนกาตาริ)

รอบนี้เลยชิลๆ ใครจะดูจะเห็นก็ช่าง … เจอกันครั้งเดียว ฮ่าๆๆๆๆ
แต่ด้วยความเป็นวันธรรมดา ดึก ๆ เลยยังไม่มีคนมาอาบด้วย

เข้าไปห้องแรกก็แก้ผ้าแก้ผ่อน โยนลงตะกร้า ล้างหน้าแปรงฟันให้เรียบร้อย

ก่อนไปห้องถัดไป


เปิดเข้ามาปุ๊บ ผ่างงงงงงง
โหวววว ร้อนมากกก มันเป็นบ่อน้ำร้อนที่ต่อท่อตรงๆมาจากภูเขาเลยฮะ

ไอน้ำงี้คละคลุ้งห้องเลย ยังกะซาวน่า

เริ่มจาก อาบน้ำเย็นก่อน ล้างหน้าล้างตา อาบน้ำเย็นก่อน
จากนั้นค่อยๆ ปรับตัว เอาผ้าขนหนูซับๆน้ำร้อนมาเช็ดตัวก่อนนะ หรือวักน้ำมาลูบตัวก่อน
อย่าโดดลงบ่อน้ำร้อนเลยหล่ะ … เดี๋ยวร้อนตาย ไข่สุกก่อน

เมือ่พร้อมแล้วค่อยๆหย่อนตัวลงไปแช่

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

มันร้อนมากกกกกกกกกกกกก มันสะใจมากกกกกกกกกกกกกก

แช่ไปร้องแว๊ก แว๊กไป … มีความสุขมาก

การไปเดินเที่ยวมาทั้งวัน แล้วได้มาแช่น้ำร้อนนี่มันโคตรจะรีแลกซ์เลย ฟินมากกกกกกก


พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ยังมีแรงจ้า … เลยชวนคุณพี่สาวไปเดินแรดๆรอบที่พัก
ไปดูเผื่อมีร้านกินดื่ม (ซึ่งปิดแล้ว)
ไปร้านราเม็ง (นี่ก็ปิดอีก)
ไปส่องดูโรงแรมอื่น (รถเต็ม แต่คนอยู่ในตึกกันเงียบเลย)
ไปส่องที่แช่เท้าฟรี (อ้าวปิดละ)

สรุปไม่ได้ทำอะไรต่อเลย ได้ยินแต่เสียงลำธารน้ำไหลโครม ๆ กับอากาศที่เย็นมากกก แถมด้วยดวงจันทร์เต็มดวง
มันช่างดีเสียนี่กะไร … ได้มาพักผ่อน ได้มาอยู่ที่เงียบๆบ้าง มันก็ดีนะ


ก่อนกลับที่พัก เราเลยแวะไปดูตารางเที่ยวรถบัสทั้งสีแดง และสีเขียวหน่อย ว่ามีเที่ยวกี่โมงบ้าง
พรุ่งนี้จะได้แพลนเวลาเที่ยวถูก … เพราะพรุ่งนี้จะไปเที่ยวเมืองแห่งราเม็งที่อร่อยที่สุด 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น กับเมือง KITAKATA

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ … ขอบคุณและฝันดีคร้าบบบบบ

You may also like

Leave a Comment