Travel

LOST IN FUKUSHIMA ตอน 4 ปฏิบัติการตามล่าราเม็งในตำนาน ที่ KITAKATA

posted by oatkrubpom August 6, 2017 0 comments

“เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ ราเม็งก็มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ๆ ได้เช่นกัน”

 

สารภาพมาซะดีๆ ว่าใครเป็นนักท่องเที่ยวขาตะลุยกินบ้าง … แบบว่าใครเค้าบอกว่าร้านนี้เด็ด เมนูนี้เด็ดต้องขอแวะโฉบไปกินหน่อย
… แน่นอนว่าผมเป็นหนึ่งในนั้น เพราะเรื่องกินมันเป็นเรื่องสำคัญ เที่ยวให้สุด กินให้อิ่ม นอนให้สบาย ก็ทำให้เราฟินได้นะ

วันนี้ โอ๊ต-ครับ-ผม จะพาไปปฏิบัติการพิเศษฮะ … พูดซะดูเวอร์วัง แต่ผมเนี่ยเป็นคนที่ไปเที่ยวแล้วต้องมี MISSION อะไรสักอย่างระหว่างการเดินทาง
เช่น ต้องไปแวะร้านนี้ให้ได้ วัดนี้ต้องมาขอพร ขอชิมร้านนี้หน่อย ของฝากอันนี้ห้ามพลาด ฯลฯ เติมเข้ามาในทริปบ้าง มันจะได้มีสีสัน แบบสนุกขึ้นว่าเดินถ่ายรูปเล่นทั่วไป
พอเวลามันพิชิตภารกิจนั้นได้ มันก็จะฟิน ^______^” ยิ้มกว้างๆ มีความสุข

 

รอบนี้จะพาไปเที่ยว + ทำภารกิจว่าด้วยการไปตามล่าราเม็งในตำนาน ในเมืองที่ใครก็ตั้งฉายาเมืองนี้ว่า “เมืองราเม็ง” หรือ RAMEN CITY ที่เมือง คิตะกะตะ KITAKATA กันครับ … ว่าแล้วก็เคลียร์ท้องให้ว่าง แล้วไปลุยกันเลยฮะ

 ปฏิบัติการตามล่าราเม็งในตำนานที่ KITAKATA


— ช่วงนี้มีสาระ —

คิตะกาตะ (KITAKATA) เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเมือง AIZU-WAKAMATSU จังหวัดฟุกุชิมะ สำหรับชื่อเมือง คิตะกาตะ มาจากสองคำคำว่า KITA แปลว่า เหนือ ส่วน KATA แปลว่า ทิศ แปลง่ายๆคือเมืองนี้แปลว่า “ทิศเหนือ”

เมืองนี้เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องของ “เหล้าสาเก” และ “มิโซะ” ทำให้เมืองนี้เต็มไปด้วยโกดังผลิตสินค้าเต็มเมือง และปัจจุบันก็ยังคงมีโกดังอยู่กว่า 4,200 โกดัง
ทั้งถนนใหญ่ ตามตรอกซอกซอย หรือแม้กระทั่งชานเมืองจนได้รับการขนามนามว่า “เมืองโกดัง” (Warehouse Town)
ปัจจุบันโกดังบางส่วนถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานไป เป็น พิพิธภัณฑ์ อาร์ตแกลอรี และร้านอาหาร

ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นของเมืองนี้ก็คือ การเป็นเมืองแห่ง “ราเม็ง” (Ramen City) ด้วยความที่คิตะกาตะราเม็ง ของเมือง KITAKATA นี่ “อร่อย” จนถูกยกให้เป็น 1 ใน 3 ราเม็งที่อร่อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ตัวหลักที่ทำน้ำซุปนี่ทำมาจากซอสถั่วเหลือง ซึ่งหมักและผลิตกันในเมืองกันอย่างแพร่หลายในตัวเมือง ส่วนการเคี่ยวน้ำซุปนั้นใช้ปลาซาดีน กระดูกหมู บางครั้งก็ใส่ไก่ ใส่ผักลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติของน้ำซุปอีกด้วย … ดังนั้นมาเมืองนี้ห้ามพลาดที่จะชิมราเม็งที่มีมากกว่า 200 ร้านทั่วเมืองเล็กๆท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้

 

 

สำหรับการเดินทางไปเมืองคิตะกะตะนี่ ผมเลือกเดินทางด้วยรถไฟฮะ เพราะว่าพักอยู่ที่เมือง AIZU WAKAMATSU เมืองแห่งซามูไรและปราสาทนกกระเรียนนั่นเอง
จากสถานีรถไฟไอซึวากามัตสึ ใช้เวลาแค่ 30 นาที สำหรับตั๋วรถไฟนั้น ราคาไม่แพงเลยฮะแค่ 320 เยนต่อเที่ยว/คนเอง (100 บาท) ไปกลับ ราวๆ 200 บาท เฮ้ย เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองในราคาหลักร้อยก็ทำได้นะ 555+

ซื้อตั๋วได้ที่ตู้อัตโนมัติเลยนะครับ มีภาษาอังกฤษให้กดเลือก “ราคา” อยู่ หาชื่อเมืองไม่เจอ ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่การรถไฟบอกว่า “กดเลย ซื้อตั๋ว 320 YEN เลยครับ”

สำหรับตารางเที่ยวรถไฟนั้น แนะนำถามเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือ เจ้าหน้าที่การรถไฟล่วงหน้าก็ดีนะครับ จะได้วางแผนเที่ยว กะเวลาถูก
อย่าทำแบบผมเดินดุ่มๆ มาซื้อ แล้วพบว่า รถไฟเที่ยวถัดไปอีกตั้ง 1 ชั่วโมง 555+

งานนี้เลยได้ไปเดินซุปเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ สถานีรถไฟรอ … ถึงเวลาก็เดินกลับมาขึ้นรถไฟ ฮ่าาาาา ช่างเป็นการเดินทางที่มีแผนดีจริงๆ


วันที่เดินทางไป เป็นช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์ ฤดูร้อน กลางเดือนกรกฎาคม 2560 … คนในรถไฟไม่เยอะเท่าไหร่ … รถไฟค่อนข้างโล่ง หาที่นั่งสบายๆ ตามชอบได้เลยฮะ

พอออกจากเมืองไอซึวากามัตสึ มองไปทางไหนก็เขียวววววว น้ำเยอะ ปลูกพืช ทำไร่กันเพียบเลย วิวสองข้างทางสบายตามาก

นั่งมายังไม่ทันไร อ่าว … ถึงแล้วเมือง คิตะกะตะ แว้บเดียวจริงๆ

เข้ามาสถานีรถไฟปุ๊บ โหว สะอาดมากกกกก แบบเรียบร้อยมาก
จากนั้นก็พุ่งตัวไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อนเลยฮะ

ญี่ปุ่นมันดีตรงนี้อ่ะ มีเจ้าหน้าที่ให้ถาม ให้เราไม่หลง ไม่เดินวนๆ งงๆ


บุก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองคิตะกะตะ กันก่อนฮะ

เข้าไปที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมืองคิตะกะตะ ปุ๊บ ถามเรื่องแรกเลย ว่าเราจะไปร้านราเม็ง”ร้านแรก”ของเมืองได้อย่างไร
หลายคนคงสงสัยว่าทำไมอยากไปกินร้านนี้ คุณพนักงานก็สงสัย เพราะว่ามีหลายร้านที่อร่อยไม่แพ้กัน แถมบางร้านนี่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่อง “คิวยาว” “รอนาน”

ฮ่าๆๆๆๆ นี่อยากไปร้านที่บอกว่าเป็นร้านแรกของเมืองเพราะว่า ร้านนี้เค้าทำให้เมืองคิตะกะตะกลายเป็น RAMEN CITY เลยนะครับ
ทำดี ทำอร่อย ทำให้เมืองโด่งดัง จนราเม็งเมืองนี้กลายเป็นราเม็งที่อร่อย 1 ใน 3 ตัวท๊อปของญี่ปุ่นเลยนะ

ดังนั้น ไม่รู้แหละขอไปพิสูจน์ที่ร้าน“ดั้งเดิม ออริจัล” ก่อนละกัน

คุณเจ้าหน้าที่ก็ อ๋อๆ เข้าใจละ คุณเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ง่ายๆ เลยนะ ให้เราเดินออกจาสถานีรถไฟ ข้ามถนนแล้วเดินตรงอย่างเดียว
พอเจอสี่แยกไฟแดงแรกให้เลี้ยวขวา เดินไปอีกสัก 5 นาที จะเจอร้านอยู่ขวามือ

อุ๊ยทำไมง่าย ทำไมฟังดูไม่ซับซ้อน

สำหรับร้านที่จะไปชื่อร้าน … Genraiken เปิดมานานแค่ไหน ก็เปิดสมัยรัชกาลที่ 7 ของไทยเลยฮะ

โอ้วววววว นานไหม เก่าพอไหมหละนั่น (จากรูปด้านล่าง ร้านเบอร์ 36 ) ครับ

คุณเจ้าหน้าที่บอกว่า นี่ๆฉันขอแนะนำอีกร้านนึงที่ฉันว่าอร่อยไม่แพ้กันนะ ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่อง “คิวยาววววววว รอนานมากกกกกก ฮิตมากกกกกกก” ต้องร้านนี้เลย

** อ่านไม่ออกว่าชื่อร้านอะไร (ผมเรียกร้านเบอร์ 24) ตอนนั้นก็วงๆ กาดอกจันทน์ไว้ … กะว่าเดี๋ยวไปถามคนระหว่างทางเอา 555+

แต่ก่อนออกเดินทางก็ยืนคุยกับคุณเจ้าหน้าที่หลายเรื่องเลยฮะ … สรุปมาเท่าที่จำได้

Q : มื้อเย็นนี่หาอะไรกินได้บ้างฮะก่อนกลับที่พักที่เมือง AIZA-WAKAMATSU

A : โอ้ … แถวนี้เราปิดร้าน ปิดเมืองกันเร็วมากค่ะ 5 โมงเย็นก็ไม่มีร้านเปิดแล้ว แนะนำว่ากลับไปทานที่ AIZU-WAKAMATSU ที่คุณพักที่นั่นดีกว่าค่ะ

O_o”

 

Q : มีรถเมล์นำเที่ยวบริการไหม

A : มีนะคะ แต่ว่าเที่ยวรถมันมีน้อย เดินเที่ยวได้นะคะ … เอิ่ม แต่ดูว่าวันนี้น่าจะร้อนไปหน่อยเนอะ
>__<” ไม่หน่อยละครับพี่ ร้อนมากกกกกกกกกก

 

Q : ขอเช็ครอบรถไฟกลับหน่อยครับ … ผมกลับตอน สักทุ่มนึงได้ไหม

A : อุ๊ย กลับสัก 6 โมงดีไหมคะ … คือเมืองมันเงียบๆ กลัวไม่มีอะไรทำ

เอิ่ม … แนะนำได้จริงใจ ตรงมาตรงไปมาก ชอบๆ

 

Q : ตอนแรกว่าจะลองมานอนที่เมืองนี้สักคืนนึง พยายามหาที่พักหาไม่ได้เลยฮะ

A : ใช่ค่ะ เมืองเราไม่มีโรงแรมเลย มีเพิ่งเปิดไม่นานอยู่ที่นึง จำนวนห้องก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ไม่แปลกหรอกค่ะที่จะหาไม่เจอในเน็ต

โอ๊ะ โอ … เมืองเล็กจริงจัง เล็กกว่าที่คิดแฮะ



Q : งั้นขอเดินแล้วกันนะครับ … เดินไปเรื่อยๆ น่าจะได้อยู่

A : งั้นก่อนไป ขอมอบพัดไว้ให้ค่ะ … ข้างนอกมัน HOT HOT VERY HOT จริงๆ นะคะ

ได้พัดแจกมาคนละอัน … ดุจฟ้าประทานพร … ขอบคุณมากคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบ

พร้อมยังครับ … ตามแผนที่ไปเลยละกัน … คงไม่หลงหละมั้ง

** แนบแผนที่มาให้ครับ เผื่อใครอยากไปเดินเล่นบ้าง ออกจากสถานีรถไฟตรงไป เลี้ยวขวา แว้บเดียวถึงร้านราเม็งร้านแรกของเมืองแล้ว

จากนั้นตรงๆๆๆๆๆๆๆ ยาว ก็เข้าเขตเมืองเก่าแล้ว เห็นไหม ไม่ยากเลย อิอิอิ

ออกจากสถานีรถไฟคิตะกะตะปุ๊บ เดินหมุนไปหมุนมา มองไปด้านขวา อ้าว เจอรถเมล์นำเที่ยวพอดี ชื่อ Buralin-Go “รถสีเขียวเข้มแบบนี้”
ถ้าเจอก็โบกๆ ขึ้นเที่ยวได้นะครับ

สนนราคาของ  Buraringo Circuit Bus * ความถี่ ชั่วโมงละคัน 

ถ้าเป็นเที่ยว จะเที่ยวละ 200 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 100 เยนสำหรับเด็ก
ถ้าใครจะขึ้นจริงๆ แนะนำตั๋ววันครับ 500 เยน สำหรับผู้ใหญ่ 300 เยนสำหรับเด็กครับ

** ขึ้นระหว่างทางก็ได้นะครับ จ่ายเงินบนรถเมล์กับคุณพนักงานขับรถได้เลยครับ **


ข้างๆ กันเป็นท่าแท็กซี่ด้วยฮะ เผื่อใครไม่อยากเดิน ประหยัดแรง

แต่เราไม่ขึ้นรถบัสหรอก ผมนี่นักท่องเที่ยวขาเดิน ชอบเดินลัดเลาะไปตามซอกนั้น เดินตามซอยนี้ ไม่เร่งไม่รีบ แผนงี้เปลี่ยนตลอด … สมชื่อ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน

ดังนั้น เดินจ้าเดิน  เราเริ่มจากสถานีรถไฟคิตะกะตะซึ่งตัวสนามรถไฟนั้นตั้งอยู่ตรงสามแยกพอดี ก็ให้เดินข้ามถนนไปเลย

จากนั้น ตรงยาวววววววว ไม่ต้องเลี้ยวไปไหนเลย … จุดหมายของเราคือ ราเม็งร้านแรกของเมืองคิตะกะตะ นั่นเอง

พอเริ่มออกเดินรู้สึกได้ว่า แปลกๆนะ ผู้คนหายไปไหน ทำไมเมืองเงียบบบบบบบบขนาดนี้
แดดร้อน ลมไม่พัดซักแอะ … แน่หละมาเที่ยว ญี่ปุ่นหน้าร้อนเดือน กรกฎาคมนี่เนอะ

เดินมาจนถึงสี่แยกไฟแดงแรก … ก็เลี้ยวขวา ตรงยาววววววววว … หูย มีรถวิ่งสวนมาแล้ว 1 คัน

กรี๊ดดดดด ดีใจ

เดินตรงมาอีกสัก 5 นาที ท่ามกลางแดดอันแผดเผา แล้วเราก็พบแล้ว ร้านนี้เลย Genraiken
ร้านจำง่ายมาก สีกรมท่าตัดแดง ชัดๆแจ่มๆ

โว๊ะ … หลายคนคงงว่า เอ๊ะ ทำไมหน้าร้านจี๊น จีน … สีแดงๆ มีมังกรด้วย … นั่นสิ ทำไมนะ

— ช่วงนี้มีสาระ —

เปิดตำนานราเม็งร้านแรกของ KITAKATA

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468 ปลายรัชกาลที่ 6 – ต้นรัชกาลที่7) เด็กหนุ่มที่ชื่อ Bankinsei จากเมืองเวินโจว (Wenzhou) มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang province) ได้อพยพถิ่นฐานจากบ้านเกิดในประเทศจีนมายังเมือง KITAKATA เพื่อตามหาคุณปู่ของเขาที่มาทำงานเป็นคนงานโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ใกล้เมืองนี้
แต่ใช่เรื่องราวจะจบแบบในนิยายที่ปู่หลานได้พบกัน เพราะว่าเมื่อมาถึงเมืองนี้ เด็กหนุ่มคนนั้นกลับหาคุณปู่ของเขาไม่พบ (บางคนบอเขาว่าคุณปู่ของเขาอาจกลับไปยังจีนแล้วก็เป็นได้)

ในเมื่อไม่พบคุณปู่ของเขา Bankinsei จึงได้เปิดกิจการรถเข็นขายบะหมี่น้ำแบบจีน ตัวเส้นนี่ก็มีความพิเศษตรงเป็นเส้นสดทำเอง เส้นจะหยักๆหน่อยๆเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากนั้นเขาก็ได้เก็บหอมรอมริบเงินจนสามารถเปิดร้าน Genraiken ของตนเองได้สำเร็จ และด้วยรสชาติที่ดีเยี่ยม ทำให้เกิดกระแสฟีเวอร์ของราเม็งจนเกิดร้านราเม็งขึ้นทั่วเมือง ถือได้ว่าเป็นอาหารยอดนิยมของชาวเมืองที่สามารถกินกันได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำเลยทีเดียว

ต่อมา จากปากต่อปากผู้คนได้ยินข่าวคราว จึงพากันหลั่งไหลมาชิมราเม็ง KITAKATAกันอย่างเนืองแน่น และผลักดันให้ Kitakata Ramen ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด เบียดแซงราเม็งจากเมืองอื่นขึ้นไปเป็นหนึ่งในสามราเม็งขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ซึ่งการจัดอันดับราเมงประจำถิ่นของญี่ปุ่น 3 อันดับแรกก็ต้องมี …

Sapporo Ramen ราเมงน้ำซุปมิโสะแห่งดินแดนทางเหนือ
Hakata Ramen ราเม็งน้ำซุปกระดูกหมูหรือทงคทสึราเม็ง จากแดนใต้
และ

Kitakata Ramen ราเม็งต้นตำรับแห่งอีสานตอนล่าง

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อชื่อเสียงของ KITAKATA RAMEN โด่งดังขึ้น ผู้คนต่างแห่แหนมากินกัน ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของเมืองเปลี่ยนไป
จากเมืองที่เงียบๆกลายเป็นเมืองที่ใครๆก็แวะมาเที่ยว มาชิม มาชอปปิ้งสินค้าโอทอปขึ้นชื่ออย่างเหล้าสาเก มิโซะ และซอสถั่วเหลืองขายดีตามไปด้วย
แถมเมืองก็คึกคักขึ้นตามไปด้วย
แถมใครจะเชื่อว่าราเม็งจากเมืองเล็กๆแห่งนี้ภายหลังจะมีการเปิดร้านราเม็งขยายสาขาไปกว่า 40 สาขาในญี่ปุ่น และ 2 สาขาในลอส แองเจลิส … ไม่ธรรมดาใช่ไหมหละ

คุณปู่ อย่างเท่ … คนดังประจำเมืองเชียวนะ

เข้าร้านปุ๊บ เลือกนั่งชิดในๆ ไกลผู้คน เพราะสองคนไทย กำลังจะถ่ายรูป กรี๊ดกร๊าดกันไม่หยุด … เกรงใจท่านอื่นๆ ฮ่าๆๆ

ในส่วนของเมนูนั้น >___<” ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ฮ่าๆๆๆ
ดีนะ ถามเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมาว่าควรกินอะไร เค้าก็แนะนำมาสองสามอย่าง … ก็เลยจิ้มๆ โชยุราเม็ง … แล้วกันนะเห็นว่าดังสุดแล้ว
แล้วก็สั่งเกี๊ยวซ่ามาละกัน 1 จาน

** จากประสบการณ์การกินในญี่ปุ่น ราเม็งชามเดียวกินได้ 2 คน ดังนั้นขอชามมาแบ่งเอาฮะ คนญี่ปุ่นใจดี ไม่ว่าๆ ^^”

มาแล้ววววว เกี๊ยวซ่าของโปรดผมมาแล้ว

เอิ่มมมม ชิ้นใหญ่มากกกก ใหญ่กว่าที่ไทย 2.5 เท่าเลย กัดสามคำถึงหมด

แต่แอบดูโต๊ะข้างๆ ทำไมเค้ากัดหมดได้ในคำเดียว โหดมากกก ปากกว้างไปไหน >_<”

กัดเข้าไปปุ๊บ กินคำแรก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ร้อน 555+  ทอดมาใหม่มาก ร้อนระอุสุดๆ
ผึ่งๆให้หายร้อนหน่อย พอกัดเข้าไปเท่านั้น กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

อร่อยมากกกก อร่อยน้ำตาไหล … แบบว่า เฮ้ย ทำอร่อยอ่ะ มันเป็นหมูสับผสมกับหอมยักษ์ซอยใส่ จัดจ้านพริกไทย อร่อยแบบประทับใจ

ไม่นึกว่าจะอร่อย ก็อร่อยแฮะ

มาต่อด้วย ราเม็งต้นตำรับ ออริจินัล … ที่ทำให้เมืองนี้โด่งดังงงงง กลายเป็นเมืองราเม็ง

SHOYU RAMEN

— ช่วงนี้มีสาระ —

ความลับในชาม … คิตะกะตะ ราเม็ง

พูดถึงราเม็ง หลายคนก็คงบอกมันก็คล้ายๆกันนั่นแหละ มันจะต่างกันตรงไหน(จ๊ะ) … ???
จะว่าคล้ายก็คล้าย แต่ในความคล้ายก็มีความต่างที่ไม่ธรรมดาอยู่เช่นกัน อย่างคิตะกะตะราเม็ง ของเมือง KITAKATA นี่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามราเม็งที่อร่อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยนะ ส่วนผสมหลัก คือ น้ำซุปนี่ทำมาจากซอสถั่วเหลือง ซึ่งหมัก ผลิต และขายกันในเมืองกันอย่างแพร่หลาย ในตัวเมืองคิตะกะตะ
ส่วนการเคี่ยวน้ำซุปนั้นใช้ปลาซาดีน กระดูกหมู บางครั้งก็ใส่ไก่ ใส่ผักลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติของน้ำซุปอีกด้วย

ส่วนของโปะหน้านั้นก็เป็นหมูชาชูแผ่นบาง นุ่มๆ อร่อยๆ โรยด้วยต้นหอมยักษ์ที่กินแกล้มแล้วให้รสชาติเผ็ดนิดๆ แถมไม่ค่อยเหม็นเวลากิน
ตามด้วยหน่อไม้ แถมด้วย นารุโตะ หรือลูกชิ้นปลาแผ่นชมพูขาว ที่เราคุ้นตากันนั่นเอง

เอ๊ะ มันก็ดูธรรมดา แต่ว่าทำไม มัน มัน มัน …………..

เส้นแบบพิเศษที่เป็นหยักๆ เพราะทำเองด้วยมือ

ได้เวลาชิม ขอชามแบ่งมาแล้ว …

พอกินปุ๊บ บอกได้เลยว่า เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย มันใช่อ่ะ
รู้แล้วว่าทำไมมันถึงดัง เออ … มันไม่เหมือนคนอื่นซะทีเดียว คือมันมีรสที่แบบว่าเด่นกว่า แตกต่างกว่า น้ำซุปมันอร่อยมากนะ

การันตีความอร่อยด้วย … ภาพนี้

ซดจนหมดชาม เอียงถ้วยกินกันจนหยดสุดท้าย 555+

เอาไปเลย 10 คะแนนเต็ม ชนะเลิศจริงๆ

รสแบบจีน แต่สไตล์ญี่ปุ่น วัตถุดิบดีๆ จากคิตะกะตะ แห่งจังหวัดฟุคุชิมะ … มันต้องแบบนี้สิ

อร่อยแบบว่า เฮ้ย ไม่ไหวแล้ว ต้องซื้อกลับไทย 555+

ที่ร้านมีขายแบบกึ่งสำเร็จรูปด้วยนะครับ

กล่องละ 1,000 เยน หรือราว 300 บาท มีเส้นสดด้านใน พร้อมหัวน้ำซุปแพคมาอย่างดี จำนวน 4 ชุด

*** ขอรีวิวไว้ตรงนี้เลยว่า อร่อยโฮก … คุ้มค่ากับการแบก 1 กิโลกรัมนี้กลับไทยมาก 555+

เดี๋ยวจะหาว่าซื้อไม่จริง จะหาว่าโม้ป่าว … นี่ถ่ายรูปกับผ้าปูที่นอนที่เรียวกังให้ดูเลย

มันอร่อยจริงๆนะ อยากให้มาชิม ^_______^”

MISSION แรกผ่านไป เอาหละหลังจากเดินตามล่าหา “ราเม็งร้านแรกของคิตะกาตะ … ร้านในตำนาน” เรียบร้อยแล้ว
ได้เวลาเดินสำรวจเมืองกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟบอกว่า “เดินเลยค่ะ”
ย่านเมืองเก่าขนาดกะทัดรัด น่ารัก เดินสนุกๆ เอา เอา เดินก็เดิน ชอบเดินอยู่แล้ว

ออกจากร้านราเม็งในตำนาน หันหลังให้ร้าน เดินข้ามถนนตรงอย่างเดียวเลยฮะเมืองเก่าอยู่ถนนเส้นนั้นทั้งเส้นเลย
พอเริ่มออกเดิน โอ๊ะโอ บ่ายโมงวันอาทิตย์กลางฤดูร้อนในเดือน

เดินมาได้แค่ 300 เมตร ฮือออ ร้อนนนน จะละลายยยยย ตาเริ่มล๊อกแลกมองหาของหวานเย็นๆกิน
พอดีเดินผ่านร้านนี้ อุ๊ย มีป้ายเหมือนขายน้ำแข็งไสด้วย … แวะเลย แวะเลยยยย หลบร้อนด้วย

เดินเข้าไปปุ๊บ เป็นร้านเบเกอรี่เล็กๆ ที่มีความพิเศษตรงมี “โมจิราเม็ง” เป็นตัวชูโรง เห็นมีดารา รายการทีวีมาถ่ายทำเพียบเลย อุ๊ย หลงมาก็ได้เจอของดีๆ ก็เลยสั่งโมจิมาก้อนนึง (จำไม่ได้ว่ากี่เยน) กับน้ำแข็งไส ในราคาแค่ 200 YEN อุ๊ย ถูกอ่ะ กินแล้วลดระดับความร้อน เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้  555+

พอน้ำแข็งไสกับโมจิราเม็งมาเสิร์ฟ ไอ้เราก็รีบแงะกล่องจะเปิดกิน ป้าคนขายซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็พูดอะไรออกมาไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่อ่านภาษากายออกอย่างเดียวคือ ป้าทำท่าห้ามญาติ อารมณ์อย่าเพิ่งกินนะหนู … แล้วป้าวิ่งปรู้ดดดดด ไปหลังร้าน กลับมาพร้อมกระดาษ ที่อ่านออกแค่ตัวเลขว่า 4.15

ป้าเดินมาชี้เลข 4.15 แล้วทำท่ากิน เลย อ๋ออออออออออออออออออออ อย่าเพิ่งกินตอนนี้กินตอน 4.15 pm. เพราะมันแช่เย็นมา กินเลยจะไม่อร่อย
โอเค เก็บไว้ก่อน ไว้ค่อยกิน

** โอ๊ยยยยย ขอสปอยรสชาติ “โมจิ ราเม็ง” เลยแล้วกันฮะ ว่าอร่อยมาก รสเก๋มาก หน้าตาเป็นขนมหวาน แต่พอกัดเข้าไป ไส้โมจิมันเป็นรสน้ำซุปราเม็งอ่ะครับ
อร่อยจริงจัง เสียดาย น่าจะซื้อมากินหลายๆก้อน

ใครผ่านมาร้านนี้ ห้ามพลาด !!!

ลดอุณหภูมิในร่างกายเสร็จก็ได้เวลาเดินต่อ ยิ่งออกเดินยิ่งชอบเมืองนี้ เมืองอะไรไม่รู้ ตึก – บ้านเก่าสวยเต็มไปหมดเลย เดินถ่ายรูปแบบ เดิน 3 ก้าวหยุด 5 ก้าวหยุด
วิ่งข้ามถนนไปมาเพื่อถ่ายให้ครบทุกฝั่งถนน … เอาจริงๆ คือเดินข้ามถนนแบบซิกแซกไปมา 100 เมตรนี่ใช้เวลา 15 นาที ฮ่าๆๆๆๆ

กรกฎาคม เมืองเงียบเชียบเชียว … หรือมันร้อนเกินไปคนญี่ปุ่นหลบแดดก่อน
เลยกลายเป็นข้าพเจ้ากับป้า สองคนไทยเดินดุ๊กดิ๊ก ๆ อยู่กลางเมือง

เดินฝ่าไอแดดมาเรื่อยๆ จนมาถึงสี่แยกแรก เห็นตึกสวยๆอยู่ซ้ายมือ เดาว่าน่าจะเป็นมิวเซียมอะไรสักอย่าง(มั้ง)
เอาๆ เดินข้ามถนนไปดูหน่อย

ด้านหน้าเขียนว่า YUMEJI TAKEHISA MUSEUM ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นมิวเซียมอะไร … เอาน่ามาถึงแล้ว แวะเข้าไปชมหน่อย ค่าเข้าชม 300 YEN (90 บาท) ครับ

ด้านในจัดแสดงภาพเขียน และบทประพันธ์ของ Yumeji Takehisa นักเขียนและจิตรกรชาวญี่ปุ่น รวมไปถึงมีการรวมข้าวของสมัยโบราณของเมือง และของเจ้าของบ้านนี้มาจัดแสดงด้วยฮะ มีทั้งหมดสองชั้นนะครับ ทางขึ้นชั้น 2 จะชันๆ แคบๆนิดนึง ระวังลื่นนิดนึงนะครับ

ที่น่าเสียดาย คือว่าที่นี่ไม่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษกำกับป้ายแต่ละชิ้นเลย อดอินและซึมซับเลย บางอย่างพอเดาได้ บางอย่างเดาไม่ถูกจริงๆว่าคืออะไร
ทำให้ได้เดินดูจบรวดเร็วไปนิด แต่แอร์เย็นดี แวะมาตากแอร์หลบร้อนได้ครับ

** แอบกระซิบว่าที่นี่ขายโปสการ์ดราคาถูกกว่าหลายร้านในเมืองฮะ ใครชอบเขียน-ส่งโปสการ์ด แวะมาชมได้ฮะ ตรงที่เราซื้อตั๋วเข้าชมเลย **
ดูเสร็จแล้ว เดินทางเที่ยวกันต่อ

เดินออกมาจาก YUMEJI TAKEHISA MUSEUM ปุ๊บ มองกลับไปยังสี่แยกที่เดินผ่านมา เน้นว่า เดินผ่านมาแล้ว
อ้าวนั่น Bricks house ตึกโบราณสถานที่เที่ยวต้องแวะที่เป็น A Must ของเมือง

55+ นี่เดินแบบไม่มองอะไรเลย แผนที่ที่ได้มาก็ไม่หยิบมาดู … ดีนะ ไม่เลยไปไกลกว่านี้ ว่าแล้วก็เดินย้อนกลับ เอิ๊กๆ

อุ๊ย ป้ายงานอะไรไม่รู้ น่ารักอ่ะ คัตเอาท์แบบวาดมือ เท่มากกกก แชะๆมาฝากฮะ

สำรวจด้านนอกกันก่อน
Bricks house แห่งนี้ สวยดีนะครับ ดูแข็งแรง แตกต่างโดดเด่นจากอาคารไม้กึ่งปูนหลังอื่นที่ตั้งอยู่รอบ ๆ เลย

— ช่วงนี้มีสาระ —
อาคาร Bricks House แห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นด้วยอิฐที่แตกต่างจากอาคารอื่นๆในยุคนั้น คุณสมบัติพิเศษของตึกนี้คือ ถ้าในฤดูร้อนภายในอาคารจะเย็น แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวด้านในจะอบอุ่น
การตกแต่งภายในตึกนี้ก็ไม่ธรรมดาเพราะว่าใช้ไม้จาก “ต้นพลับ” ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีราคาสูง ส่วนมากจะใช้ในงานก่อสร้างบ้านคนมีฐานะ
ปัจจุบันปรับบ้านมาเป็นร้านขายของที่ระลึก และขายสินค้าหลักของบ้านหลังนี้นั่นก็คือ “โชยุ” (Soy sauce)

เดินต๊อกแต๊กๆ สำรวจส่วนมิวเซียมเล็กๆอยู่ ก็มีคุณลุงยิ้มแฉ่งมาต้อนรับเรา พร้อมเล่าเรื่องบ้า่นอย่างสนุกสนาน … มารู้ตอนหลังว่าคุณลุงที่พาเราเดินชมบ้าน กับชวนชิมโชยุสินค้า OTOP ประจำบ้านนี้ เพิ่งรู้ว่าเป็นเจ้าของบ้าน เป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว ปัจจุบันดูแลบ้านหลังนี้อยู่ แถมเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย ลุงบอกลุงชอบเมืองไทยมาก ^^”

นอกจากส่วนจัดแสดงความเป็นมา การบูรณะบ้านตึกหลังนี้แล้ว ก็มีส่วนที่เป็นที่จำหน่ายของดี ของเด่นขึ้นชื่อของเมืองด้วยนะฮะ

คุณลุงชวนไปชิมโชยุหวานและโชยุเค็มสินค้าขึ้นชื่อของร้านลุง … พอได้ชิม โอ้ว อร่อยมากกกก เลยสอยโชยุหวานกลับไทยบ้านเลย

ร้านนี้ดังไม่ดัง ฮิเดะโตะชิ นะกะตะ อดีตนักบอลทีมชาติญี่ปุ่น ขวัญใจชาวไทยก็เคยมาเยือนนะ

นะกะตะ หล่อจริงๆ ^____________________^”

จากนั้นก็ย้ายไปชิมอีกมุม เป็นมุมเครื่องดื่ม OTOP ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น … ชิมๆเสร็จ ก็สอยกลับไทยอีก 555+
ทำไมมีแต่ของแซบๆนะร้านนี้

ก่อนจาก ก็ขอประทับตราแสตมป์ของ Bricks House หน่อย … สะสมทุกสถานที่เลย จะเต็มเล่มแล้ว
จากนั้นก็โบกมือบ๊ายบายคุณลุง ^^” ออกเดินทางกันต่อ

ออกจาก Bricks House แว้บไปด้านหลังที่ติดกัน โอ้ว มีร้านขายของเล่นโบราณด้วย
พอจะเดินเข้าร้าน ก็พยายามเลื่อนเปิดประตูอยู่ตั้งนาน ก่อนจะพบว่า “ร้านปิด” 555+

ทำอะไรไม่ได้ นอกจากยืนส่องๆจากประตู ถ่ายรูปผ่านกระจกร้านเอา T___T” ของเล่นโบราณเต็มเลย ฮือ เสียใจ

อย่าเสียดาย อย่าเสียใจนาน เดินต่อกันฮะ พอเดินกลับมาถนนใหญ่ … เอิ่ม คนหายไปไหนหมด

เดินเล่นไปเรื่อย เมืองนี้ตึกสวย เมืองสะอาดสะอ้านมาก แถมด้วยมีเสียงตามสาย พี่ดีเจเปิดเพลงญี่ปุ่นย้อนยุคคลอบรรยากาศ … ผมก็เดินไป เต้นไป … เก๋ไปอีก

ฮ่าๆๆๆๆๆ

ร้านค้าสองข้างทางก็มีอะไรให้แวะดู แวะชอปปิ้ง ดูดเงินในกระเป๋าได้ตลอดทาง … จิตแข็งไว้นะ
อิอิอิ


— ช่วงนี้ชี้แนะ —
สำหรับใครที่มองหาห้องน้ำดีๆ สะอาดๆ แอร์เย็น(ฟรีด้วย) ก็แวะที่ห้าง Lion D’or นี้ได้เลยฮะ อยู่ตรงกลางของย่านเมืองเก่าพอดี
แวะเข้าห้องน้ำ แวะนั่งพักได้ฮะ มีเก้าอี้ให้นั่งพักขาด้วย แวะซื้อขนม ซื้อน้ำตุนได้ฮะ

เดินๆ กันต่อ … แต่ยอมรับเลยว่ามันฮ้อนมาก ฮ้อนแฮงงงงงง
พอดีเจอร้านขายชา … มีไอติมชาเขียวขายด้วย ก็วิ่งข้ามถนนถลาใส่เลย ต้องจัดฮะ … จะได้สบายพุง 300 YEN เย็นชื่นใจ

เดินไปเดินมา เมืองมันอาจจะเงียบไปนิด เลยคุยกันว่า นี่เราเดินอยู่โรงถ่ายหนังหรือเปล่า คือเมืองมันสวย เก๋ๆ มีของจัดวางหน้าร้านแบบน่ารัก …
ถ่ายรูปสนุกดี ยกตำแหน่ง “เมืองที่เหมาะกับการถ่ายหนังย้อนยุค” ให้ไปอีกตำแหน่ง อิอิอิ

เดินเข้าตามซอกซอย เห็นหนุ่ม ๆ กำลังเตรียมร้านกัน เดาว่าน่าจะเป็นย่านกินดื่มร้านอาหารยามค่ำคืน แต่ตอนไปยังไม่เปิด


แอบเดินไปดูๆ ส่องๆ บังเอิญเจอ ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ ปี พ.ศ. 2542 และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 … คิดถึงพระองค์ท่านจริงๆ

ข้อดีของเมืองคิตะกาตะ คือ เมืองเงียบ สงบ นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก ถ่ายรูปไม่ต้องหลบคน ใครชอบถ่ายรูปอาคารบ้านเรือนนี่ หรือแอคชันประดุจถ่ายแฟชั่นนี่สนุกเลย

จริงๆแล้วเป้าหมายหนึ่งของการมาเที่ยวคิตะกาตะ คือการแวะไป Kai Residence ซึ่งเป็นมิวเซียมบ้านโบราณ …
แต่มองซ้ายมองขวา รู้สึกว่าเริ่มจะแดดหมดแล้ว จะทันม๊ายยยยย
รีบออกจากซอกซอย รีบจ้ำ เดินตรงยาววววว

พอเดินมาถึงหน้า Kai Residence … ฮืออออออออออออออออ ปิดไปแล้ว ปิดแล้ววววว

T______________________T” โอ๊ย นี่มัน มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน อย่างแท้จริง
ไม่เคยจะไปไหนทันเลย แวะนั่นแวะนี่ … จนมิวเซียมปิดอีกแล้ว 555+

ทำอะไรไม่ได้ ถ่ายรูปข้างนอกอย่างเดียวเลยละกันนะ

สำหรับใครที่จะนั่งรถบัสนำเที่ยวมา ก็มาได้ฮะ เวลารถวิ่งไม่ค่อยถี่ ดังนั้นกะเวลาดีๆนะครับ … แต่จริงๆ เดินเอาก็ได้ฮะ ไม่ไกลมาก ระหว่างทางมีอะไรให้ชมเยอะมาก แค่อย่าแวะจนเกินเวลาแบบผม >__<”

เอาหละ ในเมื่อ Kai Residence เค้าปิด ทำอะไรไม่ได้ก็เดินกลับสถานีรถไฟ เพื่อเตรียมเดินทางกลับที่พัก แต่ไม่อยากเดินทางเดิมฮะ
พอเดินย้อนกลับมาเส้นเดิม ถึงสี่แยกตรงโชว์รูมขายรถแล้วเดินเลี้ยวขวาไปถนนอีกเส้นที่มันขนานกันกับเส้นเมืองเก่า แต่เส้นนี้ตรงยาวไปสถานีรถไฟเลยฮะ

แม้จะรู้ว่าแดดเริ่มหมด เมืองเริ่มมืด แต่ก็ยังไม่วายแวะข้างทางอีก 555+
เจอโรงกลั่นเหล้าเก่าๆ ก็แวะถ่ายรูป

เจอทุ่งนาก็แวะถ่ายรูป 55+

แดดกำลังสวยเลย เป็นสีทองๆ ลมโชยมาเย็นๆ … ฟีลกู๊ดมากๆ

เดินมา เจอป้ายให้เลี้ยวซ้ายไปสถานีรถไฟ KITAKATA STATION ก็พุ่งตัวเดินตามถนนไปเรื่อยๆ …
นู่นๆ ตรงด้านซ้ายตรงต้นไม้เยอะๆนั่น เป็นศาลเจ้า แวะสักหน่อยละกันนะ

ศาลเจ้า (….. ไม่ทราบชื่อ ….. )
ที่นี่แวะเข้ามาไหว้ ขอพรให้ได้กลับมาเที่ยวอีกครั้ง (ในฤดูที่เย็นกว่านี้) ขอให้ได้มาอีก สาธุๆๆๆ

เดินออกจากศาลเจ้า ก็เริ่มหิว(อีกแล้ว) ก็เลยหาร้านราเม็งทาน พอดีเจอร้านนึงคล้ายๆว่าจะเปิดอยู่ เห็นคุณยายรดน้ำต้นไม้อยู่ … เลยเดินบุกเข้าร้านไป

พอเข้าไป อ้าววววว คุณยายคนที่รดน้ำต้นไม้อยู่ เป็นเจ้าของร้านนั่นเอง

จริงๆจะบอกว่า สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง คุณยายก็พูดอังกฤษไม่ได้ แต่เมื่อหิว เราก็สามารถแก้ปัญหาได้
เลยเอารูปในแผ่นพับที่ขอมาจากสถานีรถไฟให้คุณยายดู จิ้มๆว่าเอาแบบนี้ครับป้า … ในที่สุดก็ได้ชามนี้มา ^^” พร้อมเกี๊ยวซ่าอีก 1 จาน

โอ๊ะโอ อร่อยแฮะ … ไม่แปลกใจเลยที่มีทีวีมาถ่ายรายการ มีดารา มีนักซูโม่แวะมาชิม … เออ หลงมากินก็อร่อยดีนะ

เอ๊ะ หรือจริงๆแล้ว ราเม็งนี้อร่อยทั้งเมือง 555+

พอเช็คบิลเสร็จ คุณยายรีบปิดร้านเลย … มืดแล้ว ได้เวลาคุณยายพักผ่อน

** ก่อนออกเดินทางถ่ายภาพย้อนกลับไปทางที่เดินผ่านมา ด้านซ้ายนี่ร้านราเม็งคุณยาย ส่วนต้นไม้สูงๆด้านขวานั่นศาลเจ้าฮะ ^^”

 

เดินต่อไปยังสถานีรถไฟ KITAKATA … สองข้างทางเริ่มมืด เงียบกว่าเดิมอีก
แว้บเดียวก็เดินถึงสถานีรถไฟแล้ว

* ถึงเมืองจะเงียบ มืดลงก็ไม่ได้รู้สึกน่ากลัว รู้สึกได้ว่าเมืองนี้ปลอดภัยมากๆครับ *


ถึงแล้วววว ครบรอบวงกลม 1 วงพอดี อิอิ

จากนั้นก็ซื้อตั๋ว 320 YEN เพื่อเดินทางกลับ AIZU WAKAMATSU ที่เป็นเมืองที่พักของเรา รอบ 19.51 น.

นายสถานีน่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  ^___^” กรู้วววว

ช่วงส่งท้าย
คิตะกะตะ เป็นเมืองที่สวยมากเลยนะครับ ราเม็งก็อร่อย เมืองสวย เงียบ สงบ สะอาด บรรยากาศดี ใครชอบตึกเก่า บ้านนี่จะเคลิ้มเลยฮะ
นี่คิดภาพออกเลยว่า ถ้ามาฤดูหนาวที่มีหิมะตามถนนถ่ายภาพคงสวยไปอีกแบบ หรือถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอากาศเย็นๆ คงเดินสบายไปอีก …
คิดแล้วแบบอยากมาแก้มือ อยากมาอีก ^^” มาแก้มือใหม่

ที่สำคัญค่าใช้จ่ายเมืองนี้ไม่แพง ถ้าเน้นเดินก็แทบไม่ได้ใช้เงินเลย ประหยัดมาก ชาวแบ็คแพคยิ้มเลยฮะ ^^”

แวะมาเที่ยวเมืองน่ารักๆเมืองนี้กันฮะ คิตะกาตะ … แล้วเจอกันรีวิวครั้งหน้าฮะ
จะพาไปดูว่าจังหวัดฟุกุชิมะมีอะไรน่าเที่ยวซุกซ่อนอยู่ เดี๋ยวพาไปชมฮะ ^^”

โอ๊ต-ครับ-ผม
มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน

แถมๆ แผนที่การเดินเที่ยวแบบ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน สไตล์ โอ๊ต-ครับ-ผม
เป็นไกด์เผื่อใครอยากจะตามไปหลงด้วยกันฮะ ^^”

You may also like

Leave a Comment