Travel

LOST IN FUKUSHIMA ตอน 5 นั่งรถไฟไปหาแมว และหมู่บ้านโบราณโออุจิ จุกุ

posted by oatkrubpom August 7, 2017 0 comments

แมว เหมียว เรียกเหมียว เหมียว เดี๋ยวก็มา

 

10 กรกฎาคม 2560

ตื่นเช้าวันที่ 5 ของการมาเยือนฟุกุชิมะ … ผ่านมุมมองของเมืองเล็กๆอย่างเมืองไอซึ วากามัตสึ
เมืองสงบๆ ที่มีอะไรให้เรียนรู้ ให้เราเที่ยว “รอบๆตัวเต็มไปหมด”

แต่ๆ มันยังไม่หมด วันนี้ส่งท้ายด้วยการไป “หาแมว และ หมู่บ้านโบราณโออุจิ จุกุ” … ซึ่งไม่รู้ว่าจะเจออะไรอยู่ข้างหน้าบ้าง

แต่แน่ๆ คงหลง เพราะว่านี่ก็ไม่ได้รู้ ไม่ได้ถามข้อมูลอะไรเลย 55+

ตายเอาดาบหน้ากันแท้จริง

ว่าแล้วก็เก็บแพ็คกระเป๋า แล้วเตรียมโบกมือลาเรียวกัง ที่กะว่า ตอนแช่ออนเซ็นจะมีคนมาแช่ด้วย 55+ ไม่ยักกะมี

เลยได้ฟีลยึดบ่อออนเซ็นคนเดียวเลย อิอิอิ

สำหรับที่พักของเรา Niko Ryokan, Aizuwakamatsu  มีอาหารเช้ามาด้วย ไปดูกันว่าคุณลุงเตรียมอะไรไว้ให้เราน้า

บรรยากาศห้องทานข้าว ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น นั่งกับพื้นกินข้าว น่ารักเชียว

สำหระับอาหารเช้าวันนี้ให้มาเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นกับตะวันตก พร้อมด้วยเนื้อปลาแซลมอนที่อบมาในฟรอย ><” ลืมเปิดห่อก่อนถ่ายภาพ

เอาจริงๆอร่อยนะครับ … เอ๊ะ หรือข้าพเจ้าลิ้นจรเข้

มีถั่วเน่าด้วย แปลกๆดี ไม่ชินแฮะ


สงสัยข้าพเจ้าตื่นสาย ชาวบ้านเค้าออกไปหมดแล้ว … เลยขอเดินดุ่มๆ สำรวจที่พักสักหน่อย ปกติมาแต่กลางคืน มองไรไม่เค่อยเห็นเลย

อันนี้ทางลงบ่อออนเซ็น ผู้ชายทางซ้าย ผู้หญิงทางขวา … เสียงดังทะลุ คุยข้ามกำแพงได้ ฮ่าๆๆๆ

ได้เวลาบ๊ายบายคุณลุงแล้ว … คุณลุงใจดีมากกก ถามว่าเราจะไปสถานีรถไฟยังไง พอบอกจะไปรถเมล์ ลุงก็บอกมาๆๆๆ

เดี๋ยวขับรถไปส่ง … ใจดีมากกก ^^”

ฝากนามบัตรเรียวกังคุณลุงไว้ในอ้อมใจด้วยฮะ


แว้บเดียวคุณลุงก็มาส่งเราสองคนที่สถานีรถไฟ AIZU WAKAMATSU เรียบร้อย ก่อนไปก็ถ่ายรูปกับลุงแชะๆเป็นที่ระลึก
ถึงที่พักจะไม่ได้หรูหรามาก เก่านิดๆ แต่รวมๆแล้วก็มีเสน่ห์ของเค้า เหมือนเราไปนอนบ้านเพื่อนในต่างจังหวัด อัธยาศัยไมตรีของเจ้าบ้าน(โรงแรม)นี่ให้เต็ม 10 ไปเลยฮะ


เพื่อให้การท่องเที่ยวไปหาแมว และหมู่บ้านโบราณเพลิดเพลินขึ้น ก็เลยฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟนี่แหละครับ ราคา 600 เยน ^^”
หรือราว 180 บาท จะได้เดินตัวปลิวๆ เพราะยังไงต้องมาต่อรถไฟที่สถานนี้นี้ไปโคริยาม่า ที่พักของเราในคืนนี้อยู่แล้ว

เนื่องจากเรามีบัตร JR EAST PASS TOHOKU เหลืออยู่ (ใช้ยังไม่หมด 5 วันเลย) ก็เลยใช้เข้าสถานีไปเลยฮะ

ยื่น JR PASS ให้นายสถานีประทับวันเลย

สายที่เราจะไป เป็นสายท้องถิ่น AIZU-TAJIMA รอบเวลา 10.016 น. สายๆ ไม่รีบ

โอ๊ย มาถึงชานชาลาที่ 5 … ดูรถไฟสิ น่ารักมากกกกก

อันนี้หยิบมากฝากฮะ สำหรับใครที่ยังไม่มีตั๋ว ไม่มีโปรแกรมว่าจะไปเที่ยวหมู่บ้านโบราณอูชิ จูกุยังไง ก็ตามนี้เลยฮะ
มีตั๋ว day pass ที่รวม ตั๋วรถไฟ + รถบัสต่อเข้าหมู่บ้านไว้บริการด้วย ผู้ใหญ่ 1,900 เยน เกือบๆ 600 บาท
ส่วนเด็กก็ครึ่งราคาครับ

ส่วนอันนี้ เป็นตารางรถไฟของผมครับ จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเวลาการเดินรถไฟเล็กน้อย

จากต้นทาง Aizu – wakamatsu (10.16) ไปยังสถานี Yunokami – Onsen Station (10.55) นั้น
ใช้เวลาเพียง 39 นาทีเท่านั้น

ไม่ไกลๆ

พอรถไฟเคลื่นออกจากสถานี สองข้างทางก็เปลี่ยนจากวิวเมืองเป็นทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา … สดชื่นนนนน


แต่ละสถานีที่ผ่าน เค้าก็จะมีกิมมิกให้เราได้ชะเง้อชะแง้มองดู … แถมที่สำคัญ ที่ป้ายมีภาษาไทยแนะนำด้วย

เก๋เวอร์ นักท่องเที่ยวไทยไม่ธรรมดานะจ๊ะ

อย่างสถานีนี้ ด้านข้างก็เป็นทุ่งแผงไฟฟ้าโซล่าเซลล์ฮะ

หรือตื่นตาตื่นใจกับทะเลสาบวากาโอะอันกว้างใหญ่

แต่พอถึงสถานี”แมว” ที่มีนายสถานีเป็นแมว ตอนนั้นกำลังทำไลฟ์ลงเฟสบุกอยู่ … จู่ๆรถไฟจอด เปิดประตูเหมือนให้ลง
ไอ้เราก็เห็นคำว่าออนเซ็นๆ ก็นึกว่าถึงสถานี ยูโนกามิออนเซนแล้ว ก็ลงสิจ๊ะ …

พอลงปุ๊บ ไอ้เราก็เห็นแมว ดีใจๆๆๆ ก็วิ่งไปดูแมว จะไปถ่ายรูปแมว … เจ้าหน้าที่บอก ห้ามๆ ถ่ายรูปแมว (อ่าว ทำไมในเน็ทบอกแวะมาถ่ายรูปกับแมวได้)
โอเค ไม่ถ่ายก็ไม่ถ่าย เลยรีบเช็คกับคุณเจ้าหน้าที่ว่า ที่นี่คือสถานี YUNOKAMI ONSEN หรือเปล่า …

คุณเจ้าหน้าที่บอก NO NO NO แล้วรีบผายมือให้เราขึ้นรถไฟไป … ก้าวขึ้นรถปุ๊บ ประตูรถไฟปิดปั๊บ ><”

คือชาวญี่ปุ่นบนรถก็ คงแบบว่า เฮ้ย อีสองตัวนี่ทำอะไรวะ วิ่งขึ้นๆลงๆ รถไฟ 555+

ก็ไม่รู้เนอะ ฟังเสียงคำบรรยายไม่ออก … แถมมัวแต่เพลินจนลืมอ่านชื่อสถานี ว่าจริงๆแล้วที่สถานีแมวมันชื่อ สถานี ASHINOMAKI ONSEN ต่างหาก

ฮ่วยยยย ก็ ONSEN เหมือนกันอี๊ก 55+

พอรถไฟออกเดินทาง แว้บเดียวสก็มาถึงสถานีที่เรา “ควรต้องลง” นั่นก็คือ สถานี YUNOKAMI ONSEN นั่นเอง ถูกออนเซนสักที อิอิอิ


สำหรับสถานนี้นี้ ถึงจะเป็นสถานีเล็ก แต่เป็นสถานีที่ป๊อบมาก เพราะคนลงรถไฟเกือบหมดเลย เหลือบนรถไฟไม่กี่คนเอง
เพราะที่นี่เป็นสถานีที่เราต้องต่อรถบัสไปหมู่บ้านโบราณโออุจิจูกุ นั่นเอง

บรรยากาศด้านใน เก๋ตรงมีเตาไว้ให้เราผิงไฟในยามฤดูหนาวได้ด้วย (คงฟินน่าดู) แต่ๆๆๆ มาฤดูร้อน … ถ่ายรูปเสร็จก็เดินหลบเลย 55+
จากนั้นเราก็ซื้อตั๋วรถบัสที่จะพาเราไปยังหมู่บ้านโบราณ Ouchi JUKU กันฮะ ซื้อตั๋วรถบัส – เช็คเวลาเที่ยวรถกับนายสถานีเลย


อยากไปแท็กซี่สวยๆ ไม่เบียดคนอื่นก็มีไปส่ง 1,950 เยน
แต่ถ้าอยากลองลุยๆ ไปรถบัสก็เลี้ยวซ้ายฮะ

ตอนนั้นเวลาเรายังเหลือๆ รถบัสยังไม่มา ก็ไม่ต้องรีบอะไร ก็เดินมาข้างๆ สถานี YUNOKAMI ONSEN เลยฮะ

มีบ่อน้ำร้อนให้แช่เท้า “ฟรี”  ชอบบบบ อะไรที่ฟรีนี่ชอบมากกกกก

แช่เท้าฟรีเสร็จ ก็เดินไปยังท่ารถบัส … จังหวะดี รถบัสมาพอดีเลย ยื่นตั๋วให้คุณป้า แล้วก้าวขึ้นรถไปเลยฮะ


ตารางเดินรถบัส จาก สถานี YUNOKAMI ONSEN ไปยังหมู่บ้านโบราณ OUCHI JUKU
ถ้าจำไม่ผิด ผมนี่รอบ 11.00 น. ก็เดา(อีกแล้ว) ว่าน่าจะถึงตอน 11.20 น.

ขึ้นรถมาปุ๊บ เอาแล้ววว คุณป้ามีสินค้ามาขาย 555+

คิดว่าจะปฏิเสธไหม 555+ ก็อุดหนุนป้าหน่อย ป้าใจดี ถ่ายรูปกับป้ากระเป๋ารถบัสเลย ^^”

จากนั้น คุณลุงพนักงานขับ ก็สวมวิญญาณรถเมลืสาย 8 แอปปี้แลนด์ สะพานพุทธ พุ่งทะยานพาเราไปบนเขา

ขับเฟี้ยวมาก … โยกไปโยกมา … ไม่แปลกใจ ทำไมทุกที่นั่งมีสายรัดเข็มขัดนิรภัย 555+

ประมาณ 20 นาทีก็มาถึง หมู่บ้านโออุจิจุกุ … ที่ทั้งบัส มีผมกับพี่แค่สองคนเท่านั้น 555+
ป้าเลยทำหน้าที่เป็นไกด์ พาเดินมาผายมือบอก เดินๆไปทางนี้นะจ๊ะ ^^”

ว่าแต่ นักท่องเที่ยวอยู่ไหน ??? ทำไมเงียบจัง ???

อย่าถามว่าร้อนแค่ไหน 55+
ถามใหม่ว่า เกรียมแค่ไหน 55+

ก้าวเข้าหมู่บ้านเพียงก้าวแรก … ร้านแรก ก็เจอเลย ร้านน้ำผลไม้หมักดองท้องถิ่น 55+
เหมาะกับทีมงานขี้เมาอย่างพวกเรามาก … ชิมสิจ๊ะ ชิมฟรี อิอิอิ

พอเดินทะลุมายังถนนเส้นกลาง … อย่างนี้สิ ดูเป็นหมู่บ้านที่เหมือนในทีวีหน่อย …

แต่แดดเดือนกรกฎาคมมันสุดๆจริงๆ  นี่มันหน้าร้อน ร้อนจริงจัง ร่มก็ไม่เอามา หมวกก็ไม่มี ฮืออออออ

ดังนั้น หลบร้อนหากาแฟดื่มก่อนดีกว่า จะได้ตื่นๆสดชื่นๆ

โด๊บคาเฟอีนเข้ากระแสเลือดเรียบร้อย ก็เดินเลียบ ๆ อาคารทางซ้ายก่อนละกัน เดินทีละฝั่ง

ซึ่งก็จะมีสินค้าโอทอป ของขึ้นชื่อของหมู่บ้าน และของจังหวัดฟุกุชิมะ มาล่อตาล่อใจ ล่อเงินในกระเป๋าเราตลอดทางเลย

ชอบเทคนิคการแช่ น้ำมะเน็ด  ของคนญี่ปุ่นมาก … ลองๆไปจับน้ำดู โหววว น้ำเย็นเจี๊ยบเลย ดีอ่ะ ไม่ต้องใช้ตู้เย็นเลย
เย็นแบบ เย็นธรรมชาติ … จัดไปสิ ต้องชิมมมมมม

ว่าแต่ใครเกิดทันน้ำมะเน็ดที่มันมีลูกแก้วกลมๆตรงกลาง ที่พอเราดื่มน้ำเสร็จ เราก็เคาะๆเอาลุกแก้วในขวดมาเล่นบ้าง

//ดักชรา อิอิอิ


เดินสำรวจหมู่บ้านกันต่อไป …


สังเกตหลังคาของหมู่บ้าน ที่เป็นฟางทับซ้อนๆๆๆๆกันหนาๆ ภูมิปัญญาของแท้ เพราะยามหน้าร้อนมันจะเย็น แต่ในยามหนาวเย็น ภายในจะอบอุ่น ^^”

เดินมาเรื่อยๆ … เจอแมลงทอดด้วยแฮะ

สรุปวัฒนธรรมการกินแมลงนี่เหมือนกันทั้งโลกเลยแฮะ


อุดหนุนคุยกับคุณยายเจ้าของร้านซะเมื่อยมือ … เพราะะเราถามอะไรไป คุณยายก็ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน

สรุปสุดท้าย … พวกเราพูดไทย คุณยายพูดญี่ปุ่น 555+

ตอนท้าย คุณป้าชี้ๆมาที่ข้าพเจ้า สงสัยตั้งนานว่ายายพูดอะไร สรุปคือ คุณยายชมว่าแว่นสวยนะลูก 

เลยยื่นให้คุณยายลองใส่ … คุณยายเลยหยิบมาใส่เต๊ะท่าถ่ายรูป

เราเลยชมคุณยายว่า “คาวาอี้” มากคร่าาาาา … คุณยายหัวเราะร่วนเลย 555+

เดินกันต่อ เราก็ผ่าน พิพิธภัณฑ์ของหมู่บ้านด้วยฮะ ซึ่งด้านในแสดงวิถีชีวิต การใช้ชีวิตแบบโบราณของคนในหมู่บ้านไว้

** ที่สำคัญ ด้านหลังมีห้องน้ำสะอาดๆ ให้บริการฟรีอยู่ อิอิอิ **

เดินต่อได้แว้บเดียว ก็ปรึกษากันว่า เที่ยงแล้วนะ หาอะไรกินเหอะ เลยได้โอกาสพิสูจน์ โซบะต้นหอมยักษ์ ในตำนานเสียที …
มีหลายร้านแหละ แต่เลือกร้านที่เจอร้านแรก 555+ ฟีลแบบว่า ไม่ไหวร้อนๆ เข้าร่วมหยุดหาข้าวกินเลยแล้วกันนะ

บรรยากาศรวมๆก็มีทั้งโซนหน้าร้าน และในร้าน
เค้าเชิญเราไปหน้าร้านเลย ^^” ให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ร้านสักหน่อย

>______________<” อ่านไม่ออก

สุดท้ายเลยชี้ๆภาพเอาว่า เอาอันนี้แหละ โซบะต้นหอมยักษ์นี่แหละ … หนังสือนำเที่ยวบอกว่าอร่อย ต้องมากิน

เป็นคนใสใส เชื่อคนง่ายไง ก็สั่งตามเค้าเลย


มาแล้วววววววววววววววววววววว โอ๊ย หน้าตาดีมากกกก ต้นหอมยักษ์ก็ใหญ่มากกก

ใหญ่เท่านิ้วโป้ง แต่ยาวสักสามคืบได้

ตามที่ศึกษาในอินเตอร็เน็ตมา เค้าให้ใช้ต้นหอมยักษ์นี่แหละ เขี่ยยกเส้นโซบะขึ้นมา … แล้วกัดกินต้นหอมยักษ์เข้าไปด้วย

ลองดิ ลองงงงง

กัดเข้าไปคำแรก อื้อหืออออ … ห่อกลับไทยได้ไหม คุณแม่คงชอบ ^^”

คือ เส้นก็อร่อย น้ำซุปก็กลมกล่อมพอดีๆ ซดคล่องคอ มีผักกูดต้มแซมมาด้วย

ส่วนโปรดักชันที่ได้กัดต้นหอมไปพร้อมๆกันเนี่ย มันดีมาก ต้นหอมไม่ขื่น เหม็นเขียวนิดหน่อยครับ ขึ้นจมูกนิดๆกำลังดีเลย

แต่ยังไงก็อย่าลืม สเปรย์ฉีดปากนิดนึงนะครับ 555+ ท้ายงานมีกลิ่นหอมหวลโชยเป็นระยะแน่นอน ลองแล้ว อิอิอิ

กินเสร็จก็ได้เวลาขึ้นเขาต่อ …

ตรงปลายสุดหมู่บ้าน จะเป็นทางเดินขึ้นเขาที่ชาวบ้านขึ้นไปไหว้ศาลเจ้ากัน
ส่วนนักท่องเที่ยว มักขึ้นเขาเพื่อไปแชะภาพหมู่บ้านโออุจิจุกุจากมุมสูงกัน

ถึงแล้วววว มุมมหาชน … นักท่องเที่ยวก็เยอะเป็นธรรมดา ถ่ายไป หลบหัวไป

— ช่วงนี้มีสาระ(สั้นๆ) —
หมู่บ้าน Ouchi-Juku หมู่บ้านเก่าแก่ชุมทางการค้าโบราณ ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองไอซึ วากามัตสึกับเมืองนิกโก้
ซึ่งเหล่าพ่อค้า ซามูไรจะแวะพักระหว่างการเดินทาง ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองที่มีความคึกคักมาแต่อดีต
ปัจจุบันสภาพหมู่บ้านยังคงได้รับการอนุกรักษ์ไว้เช่นดังในอดีต แต่ปรับตัวเป็นร้านค้าเพื่อจำหน่ายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมืองหลากหลายชนิด


และถ้าท่านมาในฤดูหนาวที่หิมะพร่าวพร่างแผ่นดิน

ท่านจะได้มุมแบบนี้

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

หรือจะมาหน้าใบไม้เปลี่ยนสี ก็ฟินใช่ย่อย … เลือกให้เหมาะกับความชอบของท่านเถิด อิอิอิ


พอเก็บภาพจากมุมมหาชนเสร็จ … ตอนแรกว่าจะลงอีกฝั่ง จะได้ไม่ซ้ำเส้นทางเดิม

แต่พอเห็นบันไดเท่านั้น

ขอสไลเดอร์ได้ไหม ถ้าจะชันแทบจะตั้งตรง 90 องศาขนาดนี้ 555+

เดินลงทางเดิมดีกว่า

เอาหละได้เวลาเตรียมตัวกลับลงไปพื้นราบแล้ว … ยังต้องไปดูแมวที่พลาดไปเมื่อเช้าอยู่ ^^”


มีเวลาเหลือๆ นิดหน่อย เลยแวะร้านเหลืองๆนั่น ดูชิคๆ กว่าร้านอื่นเลย

เติมคาเฟอีนลงกระแสเลือดอีก ฮึ๊บๆๆ

พอใกล้เวลารถออก ก็เดินกลับมาขึ้นรถตรงที่เราลงรถนั่นแล … เจอคุณลุงคนขับ และคุณป้ากระเป๋ารถบัสคนเดิม


ถ่ายภาพตารางเดินรถบัสมาฝากกันฮะ
จะได้กะเวลาเดินเที่ยวในหมู่บ้านได้เหมาะสม เพราะว่ารถบัสเค้ามาตรงเวลา จอดรอแค่ 5 นาทีแล้วออกเลยนะจ๊ะ

กลับมาถึงสถานี YUNOKAMI ONSEN ที่เดิม
รอบนี้นักท่องเที่ยวสูงวัยใจเกินร้อยเต็มสถานี … สงสัยมาเที่ยวกัน ดูครึกครื้นน่าดู

รออยู่ไม่นาน นายสถานีก็เรียกทุกคนให้ข้ามไปรออีกฟากชานชาลา เพราะว่า รถไฟนำเที่ยวจะมาแล้วจ้า

ว่าแล้วก็เดินตามกลุ่มผู้สูงวัยไป ต๊อกๆ

งั้นสบายละ เดินตามคณะนี้แล้วกัน มีมัคคุเทศน์สาวชาวญี่ปุ่นนำด้วย ไม่หลงแน่ๆ


รถไฟมาแล้วววววว

สำหรับใครที่ยังมีแรง สามารถยืนตรงหัวขบวน หรือ ท้ายขบวนก็ได้นะครับ ขยับตัวไปถ่ายรูปได้ง่ายกว่า

คือ วิวสองข้างทางสวยดี

คุณพนักงานขับรถไฟจะอ่านบทแนะนำให้เรา “หันซ้ายครับชมแม่น้ำสวยๆ … มองเลยไปหน่อยฮะ ทะเลสาบอยู่ตรงนู้น” ตลอดเลย

*** ทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น … ส่วนพวกเราก็หันตามคนอื่นไปละกัน อิอิอิ

และแล้วรถก็มาจอดที่ สถานีรถไฟแมว สถานี ASHINOMAKI ONSEN
นี่ก็มองหน้ากับพี่สาวเลิกลักว่า “ลงดีไหม ตามคณะไปดีไหม”

แล้วก็บอกว่า “เออ … ตามไปเหอะ เค้าก็น่าจะแวะลงมาหาแมวเหมือนกัน”

ว่าแล้วก็เดินตาม ลงจากรถไฟไปตามคณะชาวสูงวัย

พอเดินถึงชานชาลาอีกฝั่ง รถไฟขบวนที่เรานั่งมาก็เคลื่อนตัวออกไป … มองกลับไปที่รถไฟ ทำไมมีแต่คนทำหน้าแบบ “งง สงสัย” กันหมดเลย

พอรู้ตัวอีกที … คุณมัคคุเทศน์สาว ก็นำชาวคณะสูงวัยขึ้นรถทัวร์ แล้วรถทัวร์ก็เคลื่อนออกไป ทิ้งให้ข้าพเจ้ากับพี่ ยืน งง งง อยู่ในสถานีนั่นแหละ!!!

//เสียงการ้อง ก๊า กา ก๊า


เข้ามาในสถานี ก็เออ ปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร ไปถ่ายรูปกับยนายสถานีแมวก็ได้ …

แต่พอเดินไปถึงห้อง เจ้าหน้าที่บอก ห้ามถ่ายรูปนะ ดูได้อย่างเดียว … อ่าวววววววววววว

ฮืออออออออออออออ   แล้วฉันมาทำอะไรที่นี่

— ช่วงนี้มีสาระ —

‘เลิฟ‘ นายสถานีแมวเหมียวแห่งสถานีอะชิโนะมะกิ ออนเซ็น (Ashinomaki Onsen) จังหวัดฟุกุชิมะ ‘เลิฟ’ เข้ารับตำแหน่งกิติมศักดิ์ที่สถานีเล็กๆ บนรถไฟสายไอซึแห่งนี้เมื่อต้นปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) ที่ผ่านมา แทนนายสถานีตัวเก่า ‘บัส’ ที่เสียชีวิตไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิต ปี 2016

** ที่มาภาพของเลิฟ อินเตอร์เน็ต


นอกจากนี้ ภายในยังมีโซนคาเฟ่เล็กๆ ให้เราพักผ่อนหย่อนใจในบัสคาเฟ่ของสถานี (เปิด 9.00-16.00) อีกด้วย
และของที่ระลึกที่หาซื้อได้ที่นี่ที่เดียวด้วยนะ

ประวัติ บัส นายสถานีแมวตัวก่อนหน้าที่เพิ่งตายไปเมื่อปี 2016

สำรวจภายในสถานีรถไฟ ทักทายเลิฟได้ 8 นาที ก็ครบ จบสถานีแล้ว
เลยหันไปถามนายสถานีว่า รถไฟเที่ยวถัดไปเมื่อไหร่

เธอหันมายิ้มให้ชี้ไปที่ป้าย ที่แปลความหมายว่า “อีกหนึ่งชั่วโมงนะจ๊ะ”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

แล้วจะให้ชั้นทำอะไรในสถานีรถไฟเล็กๆแห่งนี้

ไม่ได้ๆ ต้องออกเดิน ลองดูดิ๊เมืองนี้มีอะไรให้เที่ยวบ้าง

ออกมาด้านหน้าก็เจอศาลแมวบัส

อนุสาวรีย์เล็กๆ สำหรับ ‘บัส’ นายสถานีตัวเก่า ซึ่งได้ชื่อจากแมวบัสในการ์ตูนโทะโทะโระเพื่อนรัก ของสตูดิโอจิบลิ
บัสเคยทำหน้าที่นายสถานีแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2008 ได้แก่ตัวลงและเสียชีวิตในฤดูใบไม้ผลิของปี 2016


กวาดตามองรอบๆตัวไร้ผู้คน เงียบแบบเงียบกริบ

ไม่รู้จะไปทางไหน ก็เลยเดินย้อนๆออกไปถนนใหญ่แล้วกัน มีเวลาเหลือตั้ง 50 นาทีเชียว

ถือว่าข้าพเจ้าเป็นผู้บุกเบิกละกันนะ … จะมีคนไทยสักกี่คนเชียวที่หลงมาเดินเที่ยวเมืองนี้

ฮ่าๆๆๆๆ

//หัวเราะร่า น้ำตาริน

เดินมาจนสุดทางตรงสี่แยก เจอไปรษณีย์พอดี
ตามสัญชาตญาณรู้เลยว่า ที่นี่มีแอร์แน่ๆ เอ๊ย ต้องไปส่งโปสการ์ด 555+ เป็นการฆ่าเวลาที่ดีมาก


ในไปรษณีย์ขณะที่คุณพี่สาวส่งโปสการ์ดอยู่
ข้าพเจ้าก็สำรวจข้าวของที่เค้าจำหน่าย รวมถึง กระเป๋าชุดเตรียมรับมือภัยพิบัติด้วย … Personal Emergency Set จำหน่ายด้วย

มียา เสื้อผ้า ชุดกันฝน ไฟฉาย ถุงมือ ของกิน ฯลฯ

ดีอ่ะ พร้อมมาก พร้อมเตรียมหนี ได้ทุกเมื่อ  … ถึงประเทศญี่ปุ่นจะเจอภัยพิบัติเรื่อยๆ แต่ถ้ามีการให้ความรู้ และเตรียมพร้อมที่ดี

ก็จะทำให้เรารอดได้เช่นกัน ^^”

ตอนอยู่ไปรษณีย์ก็ถามคุณเจ้าหน้าที่แหละว่า

ไปไหน เที่ยวไหนได้บ้าง ” … ไม่มีที่เที่ยวนะคะ ส่วนมากเค้าไปแช่ออนเซนกัน แต่ไปอีกไกล … “

มีร้านกาแฟไหม เผื่อเดินไปนั่งรอที่นั่ง “… ไม่มีนะ ใกล้สุดประมาณ 1 กิโลเมตรเชียว …”

สรุป ไม่รู้จะไปไหน ก็เดินคอตกกลับสถานีรถไฟดังเดิม

ทำไม ทำม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย ทริปชั้นดูพินาศขนาดนี้


กลัมาถึงสถานีรถไฟ ปิดหมดแล้ว เตรียมพร้อมส่งนักท่องเที่ยวที่หลงๆ สองคนสุดท้ายขึ้นรถไฟ

คาดว่าขึ้นรถไฟปุ๊บ ปิดสถานีกลับบ้านนอนได้เลย 55+

ไม่นานนักรถไฟนำเที่ยวก็พาเรามาถึงยัง สถานี AIZU WAKAMATSU เช็คเวลาแล้ว
ยังเหลือเวลาประมาณ 15 นาทีก่อนรถไฟไปเมือง โคริยาม่า ที่พักของเราในคืนนี้จะออก

ดังนั้นลงจากรถไฟนำเที่ยวได้ นี่วิ่ง 4 x 100เมตรเลยจ้า

//Run Run Runnnn

ไปเอากระเป๋าที่ล๊อกเกอร์ … วิ่งกลับมาชานชาลา ยื่น JR pass ให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วหอบหิ้วกระเป๋า(ที่หนักกว่าเดิม)กลับมาขึ้นรถไฟ … ทันแบบฉิวเฉียด


ขึ้นรถไฟได้ ก็ได้เวลาโบกมือบ๊ายบายเมือง AIZU WAKAMATSU แล้ว
อยู่มาตั้งหลายวัน ^^” แล้วเจอกันใหม่น้า

— ช่วงนี้มีสาระ —

สวัสดีภูเขาบันได … ไม่เหมือนบันได แต่เหมือนฟูจิ

ภูเขาบันได(Mount Bandai) สูง 1,816 เมตร เป็นภูเขาไฟที่สงบแล้วตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดฟูกุชิมะ และติดอับดัน 1 ใน 100 ภูเขาที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น

การระเบิดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของภูเขาไฟบันไดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1888 ทำให้รูปร่างของภูเขาเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นที่ราบสูงอูระบันได(Urabandai)ที่อยู่ด้านหลังของภูเขาไฟ

และด้วยความที่มีรูปร่างแหลมเหมือนภูเขาไฟฟูจิ เขาเลยเรียกว่า ฟูจิ2


ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงนึง ก็มาถึงเมืองโคริยาม่า KORIYAMA ที่เรียกเมืองนี้ว่าเป็นเมืองชุมทางเขาชุมทอง
เป็นจุดรวมสถานีรถไฟเชื่อมต่อการเดินทางมากมายที่สำคัญของจังหวัดฟุกุชิมะ

มาถึงปุ๊บ ก็พุ่งตัวไปหาศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้หาข้อมูลล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้เที่ยวไหนได้บ้าง …

ซึ่งสุดท้ายศูนย์ฯ ก็ปิดแล้ว 555+ 

ได้เวลาเดินตามแผนที่ที่ปริ้นท์มาเพื่อไปโรงแรมที่พักในคืนนี้

พอออกมาปุ๊บ

กรีี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ผู้คน ตึกสูง ห้าง ที่ชอปปิ้ง

กรี๊ดดดดดดดดดดด โหยหา มาญี่ปุ่นมันต้องชอปปิ้งงงงง

ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ หลงไป หลงมา สุดท้ายก็เดินมาจนถึงโรงแรม TOYOKO-INN Koriyama จนได้

เช็คอินก็ง่ายๆ เอาที่ปริ้นท์มาให้เค้า แป๊บเดียวก็ได้ห้องแล้ว …

ห้องก็สะอาดตามมาตรฐาน ห้องก็ไม่ได้แคบมากไป


ล้างหน้าล้างตาเสร็จ อาบน้ำเสร็จ ให้มันเฟรชๆ ก็รีบเด้งตัวออกจากโรงแรมเพื่อไปชอปปิ้งกลางเมือง (แถวไม่ไกลจากสถานีรถไฟนั่นแล)

พอไปถึงห้างแรก … ปิดจ๊ะ

ถนนคนเดิน … ปิดแล้วจ๊ะ

ร้านตามห้างทางใกล้สถานีรถไฟ … ปิดจ๊ะ


ฮือออออออออออออออออออออออออออออออออออ ความฝันที่จะชอปปิ้งพังทะลายลง
ดังนั้นไม่แคร์อะไรแล้ว กินจ๊ะ กินนนนนนนน


แต่เด็ดสุดต้องจานนี้เลย เนื้อสีแดงๆนั่นอ่ะ “เนื้อม้า” อาหารชั้นเลิศสำหรับนักรบซามูไรเลยนะจ๊ะ

555+

หลังจากเกี่ยงกันไปมาอยู่นาน สุดท้ายก็เป็นข้าพเจ้าที่ได้กินเนื้อม้าสด

“อร่อยดีนะ ไม่คาวอย่างที่คิด แต่ออกจะเหนียวๆ หน่อยๆ กัดขาดยากกว่าเนื้อวัวอ่ะ … รวมๆแล้วก็แปลกดี กินเนื้อม้าสด”

กินได้แหละ เนื้อหมาก็หลงกินมาแล้วที่เวียดนาม 555+

กินกันเปรม จนเมา อิอิอิ

ก็ได้เวลากลับโรงแรมมาแพ็กสัมภาระ … เตรียมตัวก่อนกลับไทย

** เอาของฝาก ของที่ระลึกจากฟุกุชิมะ มาเรียงๆกัน … เอาให้รู้ไปเลยว่าสนับสนุนฟุกุชิมะเต็มที่ **

จริงๆก็บางส่วนนะ วางไม่หมด ไม่งั้นคงต้องทะลุฝ้าเพดานขึ้นไปเพื่อถ่ายลงมาให้ครบ

555+

เอาหละครับ นี่ก็คือ หนึ่งวันที่ไปดูแมว แต่ถ่ายรูปแมวไม่ได้
กับเมืองโบราณ ที่น่าจะสวยมากในฤดุหนาว

อิอิอิ

แต่ไม่เป็นไร มาแล้วก็มีประสบการณ์ชีวิตแล้ว … จริง ๆ คนที่ชอบออกเดินทาง เที่ยวฤดูไหนก็มีความสุขครับ

ขอแค่เราได้ออกไปเที่ยว ไปชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตให้เต็ม มีพลังแล้ว เราก็กลับไปทำงานต่อได้ ^^”

กระทู้หน้าเดี๋ยวพาไปเที่ยวสไตล์ “มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน แบบ โอ๊ต-ครับ-ผม” ในเมืองโคริยาม่า จังหวัดฟุกุชิมะ กันต่อฮะ ^^”

ขอบคุณที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ครับ … ขอบคุณจริงๆฮะ

You may also like

Leave a Comment