Travel

พาราณสี EP.1 วันแรกก็โดนแขกรับน้องซะแล้ว

posted by oatkrubpom April 14, 2020 0 comments

ไปเที่ยวอินเดีย เราจะไปเที่ยวอินเดีย ประเทศที่คลาดไป คลาดมา … อยากไปแต่ก็ไม่ได้ไปสักที
พอได้ไป แทนที่จะไป  นิวเดลี ชัยปุระ เลห์ แบบที่ชาวบ้านเค้าไปกัน ไปดูวังสวยๆ วิวงามๆ … โน่ว เราเลือกไปพาราณสี เว้ยยยยย

 

ทริป ส่งท้ายปีเก่า 2562 ต้อนรับปีใหม่ 2563 เราเลือกไปเที่ยวพาราณสี
เมืองที่อยู่ตอนเหนือของอินเดีย เมืองที่คนไทยนิยมไปแสวงบุญเพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ๆกับสารนารถ หนึ่งในสังเวชชนียสถานสี่

ตอนโพสต์ลงเฟซบุ๊กงว่าปีใหม่นี้ เราไปเที่ยวพาราณสี … มีแต่คนมาอวยพรงว่า “ขอให้โชคดี” นะจ๊ะ แต่น้ำเสียงไม่ได้เลยนะพวกแก

บางคนก็ขู่แบบซึ่งหน้า เค้าบอกเลย เมืองนี้เป็นเมืองที่ระบบสาธารณูปโภคยังไม่ค่อยดีนัก ผู้คนยังค่อนข้างยากจน ระวังขอทานไว้นะ อะไรแบบนี้

หรือไม่บางคนก็ทักว่า อุ๊ย สายบุญเหรอจ๊ะ ไปทัวร์ทำบุญใช่ไหม

เพราะ ส่วนใหญ่ ถ้าบอกว่าไปเที่ยวพาราณสี คนก็มักจะมาแสวงบุญกัน … แล้วพ่วงเมืองพุทธคยาไปด้วย จะได้ครบเส้นทางทริปแสวงบุญ
แต่เราไม่ได้มาสายบุญหรอก … ใจก็อยากไปเที่ยวให้ครบๆ เราก็วางแผนไว้แบบนั้นแหละ
พาราณสี > สารนารถ > พุทธคยา  แต่ๆๆๆๆ

… แต่ดันวางแผนช้า … จองตั๋วไม่ทัน จองตั๋วรถไฟไม่ได้ ตั๋วเต็ม เพราะว่ามันช่วงปีใหม่อ่ะเนอะ

เริ่มต้นทริป แค่วางแผนไว้ทุกอย่างก็พังพินาศแล้วจ้า …

กลายเป็นว่า 29 ธันวาคม 2562 – 3 มกราคม 2563
เราต้องใช้เวลา 6 วัน 5 คืน ในพาราณสี เต็มๆ… จะทำอะไรเยอะแยะกับเมืองเดียว ฮ่าๆๆๆ

… เอาแล้ว แค่เริ่มทริปก็ต้องรื้อไอเดียกันใหม่ ต้องหาอะไรทำ 6 วันรวดในเมืองพาราณสี …

มาลองดูว่าพาราณสี + อินเดียครั้งแรกของเราจะ มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน ได้ขนาดไหน

เรานัดกับพี่อัศ ผู้ร่วมเดินทางที่ไปไหนไปกัน … ที่จริงต้องเรียกว่าไปไหนก็ไปได้ เพราะเป็นคนเดียวที่ไม่ค่อยเบรค คอยห้ามเราเท่าไหร่
เป็นคนที่ยอมไปลุยในสถานที่แปลกๆ ซอกหลืบประหลาด ๆ ด้วยกัน ไม่หวั่นแม้จะน่ากลัวแค่ไหน … ไปกันมาครึ่งโลกก็ยังรอดอยู่ ฮ่าๆๆ

เรานัดหมายกัน ตี 4 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะว่าเรามีไฟท์บินเช้า
วันนั้น เมืองไทยต้อนรับปีใหม่ด้วยอากาศร้อนมากกกก  ร้อนจนต้องใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นกันมาเลยทีเดียว

พอไปถึงเคาน์เตอร์เช็คอิน ของสายการบิน IndiGo ก็ได้ข้อมูลว่า วันนี้ไฟท์ดีเลย์นะคะ … สภาพอากาศที่พาราณสีไม่ดี เครื่องเลยยังบินขึ้นไม่ได้
จะย้ายจากบิน 6 โมงเช้า ไปเป็น 09.15 น. นะคะ

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ทำอะไรไม่ได้ เริ่มทริปวันแรกก็เจอแล้ว ไฟท์ดีเลย์กระจุย
แต่ก็ได้บัตรรับประทานอาหาร มูลค่า 300 บาทมาปลอบใจ งืออออออ
ก็ถือว่าสายการบินอินดิโกเค้าจัดการกับปัญหาดีนะ น้องๆกราวด์ไทยก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ขอชื่นชมครับ

ไปแลกกินหลัง ตม. แล้วก็รออีกน๊านนานเลยไปนอนที่เลาจน์คิง พาวเวอร์รอไปสามตื่น

ตามกำหนดการ เราบิน 09.15 น. ตอนแรกคิดว่าจะเลทอีก ไม่จ้า ถึงเวลาก็ได้บินตรงตามนั้น รอดตัวไป
แต่ไม่ชอบตรงนั่งเป็นบัสเกทนี่แหละ หัวสั่นคลอนกันไป

ตื่นเต้นมากกกก นี่คือการนั่งสายการบินสัญชาติอินเดียครั้งแรก

อ่านรีวิวชาวบ้านไว้เยอะ แอร์หน้าบึ้ง / เครื่องเก่า / อาหารไม่เวิร์ค / คนนั่งข้างกลิ่นตัวตุตุ / บริการแปลกๆ

เอาหละ นี่ก็ได้เวลาพิสูจน์ด้วยชีวิตตัวเองแล้ว

พอขึ้นเครื่องปุ๊บ เฮ้ย เครื่องใหม่ เครื่องดี  สะอาดสะอ้าน ไม่ค่อยมีกลิ่นเครื่องเทศลอยมาตามลม

ที่นั่งแบบ 3 – 3 ช่องว่างระหว่างแถวกว้าง เพราะว่าเบาะที่นั่งเค้าเฉือนให้มันบางๆ มันเลยกว้าง
แต่ก็แลกมากับเบาะที่นั่งนานแล้วเมื่อยตรูดมาก … เหมือนนั่งบนเก้าอี้แข็งๆ ฮ่าๆๆๆ

* สายการบินอินดิโก (IndiGo) เป็นสายการบินโลวคอสที่ให้บริการทั่วอินเดีย พร้อมเชื่อมโยงไปไกลหลายทวีป ในราคาที่ไม่โหดเกินไป
เราจองตั๋ว + กระเป๋า 20 กิโล + เลือกที่นั่งเพิ่ม (โซนหน้า+ริมหน้าต่าง) 150 บาท สิริรวม 8,500 บาท
เราถือว่าโอเคนะ บินไกลตั้งอินเดีย
แต่ช่วงเดียวกัน แอร์เอเชียปาไปหมื่นกว่าบาทเลยจ้า


รีวิวให้ดี รีวิวให้ครบ มันต้องลองกินอาหารที่ขายบนเครื่องด้วย
เลยเปิดดูดิ๊ ว่ามีอะไรให้กินบ้าง สรุปได้แซนด์วิส Chicken Tigga Sandwich แบบอินเดียมา


คุณแอร์โฮสเตสมาแล้ว … สวยมาก สายการบินนี้แอร์โฮสเตสสวยมาก (ขาไปก็สวย ขากลับก็สวย) บริการก็ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส

พอชิมแซนด์วิส … เฮ้ยยยย อร่อยมากกกก

แต่ราคาเค้าจะคิดแปลกๆหน่อยนะ
เช่น Chicken Tigga Sandwich ราคาในหนังสือ 300 รูปี (150บาท) แต่พอเวลาจ่ายจริงต้องจ่าย 340 รูปปีอ่ะ
เค้าบอกเป็นค่าคอนเวิร์สไปยูเอส แล้วคิดยูเอสเป็นรูปีอีกที >_____<” เพื่ออะไรวะ งง

** อีกอันที่พี่อัศสั่งก็คือ คุกกี้ในกระป๋องน้ำเงินนั่น … อร่อยมากกกก แบบโอ๊ยย ทุกวันนี้ยังคิดถึงอยู่เลย มันอร่อยจริงๆ อยากกินอีก

ที่สั่งอาหารกินเนี่ย เพราะอยากรู้รสชาติอาหารบนเครื่อง … จะได้ทำรีวิวให้อ่านกัน
นี่ไม่ได้หิว ไม่ได้ตะกละเลย สาบาน … งานล้วนๆ อิอิอิ

บินไปพาราณสีใช้เวลาบินเกือบๆ 4 ชั่วโมง
นอนได้งีบนึงคุณนักบินก็เปิดสัญญาณให้รัดเข็มขัด ไอ้เราก็รู้สึกว่าเครื่องลดระดับลงมาเยอะมากกกกกกกกกกกกก
เยอะมากๆๆๆ แต่ยังไม่เห็นพื้นดินเลย

จนกระทั่ง ความสูงจากพื้นไม่กี่ร้อยเมตร ค่อยทะลุเมฆหมอกลงมามองเห็นพื้นดินลางๆ  … โหว เชื่อแล้วว่าทัศนวิสัยแย่สุดๆ

และแล้วเราก็บินมาถึงท่าอากาศยาน Lal Bahadur Shastri Airport เมืองพาราณสีโดยสวัสดิภาพ …
เอิ่ม ชื่อสนามบินเรียกยาก ของเรียกสนามบินพาราณสี ก็แล้วกันนะ

มองจากสะพานเชื่อมเครื่องบินไปข้างล่าง หูยยยย นั่นน่าจะเที่ยวบินในประเทศ ดูสับสนอลหม่านน่าดู


สนามบินดูดี ทันสมัย เห็นวิวเปิดโล่งสวยดีนะ

ไปถึง ตม. ปุ๊บ ก็เห็นเปิดอยู่แค่ 2 ช่อง คนก็เฮละโลไปต่อแถว

พอต่อได้สักพัก คนข้างหน้าถูก ตม. บอกให้ไปเขียนใบ ตม. มายื่นด้วย ทุกคนก็งงเป็นไก่ตาแตก เพราะว่ามันไม่มีไง ไม่มีโต๊ะวางเอกสาร บนเครื่องก็ไม่แจก

ชาวต่างชาติ ยืนหมุนๆ งง งง กันพักนึง ค่อยมีเจ้าหน้าที่สนามบิน 1 คน มายืนแจกใบ ตม.
เอิ่มมมมมมมมมม แล้วไม่มาแจกแต่แรก ปล่อยให้คนไปเข้าแถวกันเฉยเลย  ฮึ่มๆ

จากนั้นนักท่องเที่ยวต่างชาติก็หามุมใครมุมมันเพื่อกรอก ใบ ตม. กับใบศุลกากร

แล้วก็กลับไปต่อแถวใหมอีกรอบ ช้าไปอี๊กกกก ยืนเกินครึ่งชั่วโมงเลยจ๊ะงานนี้

เอ้อ *** ที่สำคัญคือ อย่าลืมปริ้นท์ใบ อี-วีซ่า มาด้วยนะ
แสดงในมือถือก็ได้แหละ แต่ จนท จะเช็คนานกว่าปกติ ถ้ามีใบกระดาษมา จะทำงานเร็วกว่าสัก 2-3 นาทีเลยแหละ ฮ่ๆาๆๆๆ

ผ่านด่าน ตม. เข้าเมืองมาได้ ก็กล่าว “Dhanya vaad”  หรือ “ขอบคุณ”  กับคุณลุง ตม. สักหน่อย … สำเนียงไม่น่าจะเวิร์ค ลุงเลยหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
(ออกเสียงว่า “DUN-y e vaad” (ธัญ-ญา-วาด) )

สำรวจห้องน้ำในสนามบินหลัง ด่าน ตม. สะอาดสะอ้านอยู่นะ ฉี่ได้


แม้เราจะต้องต่อแถว 2 รอบ … กรอกใบอะไรมากมาย … แต่สุดท้ายก็ยังต้องรอกระเป๋าอยู่ดี
ทุกคนงงมาก ทำไมกระเป๋ามาช้าจัง ที่นั่งรอก็ไม่มีเด้อ

ในสนามบินก็หน๊าวหนาว แต่เราว่าเย็นสบายดี เสื้อยืด ขาสั้น กำลังสบายเลย … ดูคอสตูมจัดแน่นของแต่ละคนสิ
10 องศา ไม่สามารถทำอะไรผิวหนา ๆ ของเราได้เลยแม้แต่น้อย ฮ่าๆๆๆ

เดินออกมาด้านนอกอาคาร เจอกับสายตาของผู้คนอินเดียที่มารอรับญาติ ทุกคนจับจ้องมาที่เรา ทั้งสีผมที่แสนจะทอง เด่นมาแต่ไกล
ไหนจะใส่เสื้อยืด ขาสั้น ในระดับที่ เมิงมาจากไหน ทำไมใส่ขาสั้น ไม่หนาวหรือไง(ฟะ)

ฮ่าๆๆๆๆ ไม่แคร์จ้า เราไม่หนาว …

หันซ้ายหันขวา แล้วก็เจอคนขับรถที่เราจ้างกับโรงแรมชูป้ายรอรับเราอยู่ … แล้วเค้าก็มาเซย์ฮัลโลทักทาย ลากกระเป๋าเราไปที่ลานจอดรถ

แปลกตรงมารับเอากระเป๋าเรา แต่ให้สตรีเพศแบกกระเป๋าเอง 555+


สำหรับค่ารถจากสนามบินไปแถวโรงแรมก็ 700 รูปี หรือราว 350 บาท หารมา คนละร้อยนิดๆ
โอเคนะไม่แพงเลย ซื้อเวลา ขี้เกียจเถียงกับแท็กซี่ที่มารุมหน้าสนามบิน

จากนั้นก็นั่งดูวิวไปเรื่อยๆ … สิ่งที่น่ากลัวคือ เรามองเห็นนอกรถนี่นึกว่าหมอก เปล่าจ้า มันคือควันไฟ เหม็นตลบอบอวลไปทั่วเลย

ตลอดเส้นทางก็ชวนให้เราตื่นเต้น ทั้งบีบแตรใส่กัน
ทั้งขับรถปาดไปปาดมาแบบน่ากลัว
เดี๋ยวคนจะเดิน เดี๋ยววัวเดินตัดหน้ารถ โอ๊ยยยยยย เป็นการนั่งรถที่เครียดมาก


นั่งรถเข้าเมืองเกือบ 40 นาที เค้าก็มาหย่อนเราแถวๆวงเวียนกลางเมือง … เพราะที่พักเราอยู่ในย่านเมืองเก่า เป็นโซนที่ห้ามรถยนต์เข้า
เค้าเลยให้คนมารับเราตรงที่จุดนัดหมาย

แล้วเค้าก็ยกกระเป๋าเราเข้าที่พัก

ซึ่ง วี๊ดดดดดดด มันยากมาก หลบรถ หลบวัว หลบคน  ไหนจะต้องถ่ายรูป ถ่ายคลิปมาทำรีวิวอีก โอ๊ยยย สารพัดจะพัง

ช่วงที่เข้าซอกเพื่อเดินไปที่พัก พื้นก็เป็นหินปู ไม่เรียบเอาซะเลย ไหนจะหลบขี้วัว ขี้หมาตามถนน
เดี่ยวมารถมอไซค์บีบแตรไล่ … โอ๊ยยยย อะเมซิ่งอินเดียมาก

ลากกระเป๋าจนแขนแทบหัก มีบางช่วงลากไม่ไหว เราก็ยกกระเป๋ามาอุ้มเอาเลยก็มี

แต่สุดท้ายเราก็มาถึงที่พักเรา SHIVA GUESTHOUSE ศิวะ เกสท์เฮาส์ … รอบนี้มาพักกับพระศิวะเชียวนะ อิอิอิ

ที่นี่เราพัก 2 คืน แล้วเดี๋ยวไปพักอีกที่ ที่ติดริมแม่น้ำคงคา

กรู้ววววว

สภาพห้อง … ราคาคืนละ 2,000 รูปี (1,000 บาท)  เราพักที่นี่กัน 2 คืน หารมาก็คนละ 500 บาท/คืน

ห้องไม่มีแอร์แต่ก็หนาวจัดเพราะอากาศข้างนอกมันหนาวจัด มีพัดลมเพดานให้ตัวนึง
ด้านนอกมีตู้กดน้ำร้อน น้ำเย็นให้กิน อ้อ มีชากาแฟซองให้กินฟรีด้วย

ส่วนห้องน้ำก็ตามสภาพฮะ 55+


คือที่พักมันไม่ได้หรูหราเลย ไม่มีวิวให้ดู ออกแนว อืม อยู่ๆไปเหอะ

แต่ที่เราไม่ชอบคือ มันติดกับวัดแขก จะมีกลิ่นธูป กลิ่นควันลอยมาอบเราในห้องเนืองๆ

แต่ก็ไม่ได้แย่มากนะ แต่ก็ เอิ่ม ควันอ่าเนอะ

พักผ่อน นอนเอาแรงสักหน่อย เพราะตื่นกันเช้ามาก … พอได้เวลาพยาธิร่ำร้อง
ก็ยันตัวจากเตียง ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เป้าหมายต่อไป คือ ไปหาอะไรกิน และเดินเล่นสำรวจแถวที่พัก

คุณเจ้าของที่พัก ให้แผนที่แนะนำร้านกินมาแผ่นนึง แล้วเค้าก็บอกว่า ไปกินร้านนี้ก่อนเลย ติด 1 ใน 10 ร้านอาหารดีของเมืองนะ อยู่แถวๆที่พักแหละ

เราก็เลยตามที่เค้าแนะนำไป … แต่เดินออกจากที่พักได้แค่ 250 เมตร
วีีดดดด เจอร้านตัดเสื้อจ้า เลยลองถามราคาเล่นๆ อ่าว เสื้อ / กางเกง ตัวละ 200 บาทเอง
มีรับแก้ทรง ตัดขาให้ฟรีด้วยนะ … ว่าแล้วก็หายหิวเลยจ้า

ชอปปิ้งเลยจ้า ได้มาคนละตัว เตรียมไว้พร้อมใส่เที่ยวละ ไม่ซักหรอกนะ ใส่มันทั้งเหม็นๆกลิ่นผ้าพับนั่นแหละ 555+

แวะนั่น แวะนี่ไปเรื่อย … ไม่นานเราก็เดินมาถึงร้านอาหารจนได้ … ชื่อร้าน SHREE CAFE เป็นร้านอาหารอินเดียแบบมังสวิรัต …
แอบเปิดดูราคา พี่อัศบอกว่าแพง
เพราะปกติราคาร้านอาหารอินเดียจะถูกกว่านี้ … แต่ไม่สนละตอนนี้หิว กินจ้า สั่งอะไรมาก็กินนนนน


เราสั่งซุปเห็ดมา จะได้ซดร้อนๆ
พอมาเสิร์ฟเท่านั้นแหละ อึ้งไปเลยจ้า ซุปเห็นที่นี่คือ เอาเห็ดไปต้มในน้ำแบบน้ำแป้งเปียกที่ใสๆหน่อย
รสออกเปรี้ยว ๆ คล้ายน้ำต้มยำ 555+ ถามว่าแปลกไหม แปลก … ถามว่ากินหมดไหม … ไม่เหลือจ้า

ส่วนอีกแก้วเขียวๆนั่นก็คือชามิ้นต์ …
และน่าจะเดาได้นะว่า นี่ก็คือ การเอาใบสะระแหน่สด ต้มในน้ำชานั่นแหละ

ประหลาดมาก ดื่มไป ใบสะระแหน่สดๆก็ไหลเข้าคอไป 555+

ส่วนอาหารหลัก ชุดอาหารอินเดีย อร่อยดี สอบผ่านฮะ
แต่กินไม่หมดนะ … มันเยอะเกินคน 2 คนกินหมดอ่ะ

กินเสร็จเดินออกถนนใหญ่เพื่อไป เมน กั๊ต … หรือเอาง่ายๆ คือไปท่าน้ำใหญ่ของเมืองนั่นเอง

ตื่นเต้น จะได้เห็นแม่น้ำคงคาครั้งแรก

วี๊ดดดดดดดดด คนเยอะมากกกก

ยืนถ่ายรูปอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงคำถามลอยตามลมมาเลย “มาสซาจ” ไหม … นวดไหม มาย เฟรนด์

เราก็ NO NO NO มาตลอดทาง

จนมีคนเข้ามาคุยบอกว่า นวดดีนะ เวรี่กู้ดมากเลย เราก็ยังโน่วๆๆๆ

จนสุดท้ายเว้ย ลุงที่มาแนะนำก็บอกบ๊ายบายเรา เราก็โอเคบ๊ายบาย  เค้าก็บ๊ายบาย พร้อมยื่นมือมาเช็คแฮนด์ … ทันใดนั้น ความพินาศก็เริ่มต้นขึ้น !!!

นี่ๆๆ รูปนี้พี่อัศแอบถ่ายไว้ …

พอเช็คแฮนด์ เค้าก็เริ่มรวบมือเราเลยจ้า … (ตอนนั้นในหัวคิดว่า เอาแล้วไง เมิงโดนแขกหลอกแน่นอน)

ลุงก็พูดว่า .. ” … นี่ๆ นี่คือตัวอย่างของการนวดมือนะ …” … แว้บเดียวเท่านั้น ลุงก็เริ่มนวดแขน

นี่ก็เริ่มร้องเสียงหลง พี่อัศๆ ช่วยด้วยๆๆ

โน่วววว พี่อัศไม่ช่วยจ้า ยืนหัวเราะอยู่ด้านบน บอก “โดนแล้ว โดนแขกรับน้องแล้ว” 555+

ยังไม่ทันขาดคำ เค้าก็ลากเราไปนั่งเตียงแถวนั้น … อย่าเรียกเตียงเลยเพราะว่า แท่นที่เห็นหนะ คือ แท่นบูชาพิธีไฟในยามค่ำคืนนั่นเอง

// ไงหละ ได้ไปนอนบนแท่นบูชาเลยนะเฟ้ยยยย

ยัง ยังไม่พอ … ลุงบอกว่า “นี่ลูกศิษย์เค้าเอง ไม่ต้องตกใจนะ เค้าจะมาช่วยนวด”

เอาแล้วววว เริ่มนวดขากรูแล้ว

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากแม่ … จากนั้นก็ถูกจับนอนคว่ำ นอนหงาย
ยกแข้งยกขานวดไปนวดมา ท่วมกลางสายตาคนอินเดียเองที่ก็ยังงงว่า “พวกเมิงทำอะไรกัน ทำไมพวกเมิงมานวดกันตรงนี้”

นี่ก็เริ่มจำนนแล้วว่า ตายๆ กรูจ่ายแพงแน่เลย โดนแล้วววว ยังไม่ผ่านวันแรก ก็โดนหลอกซะแล้ว

ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยบอกให้พี่อัศถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอไว้เยอะ ๆ  … ได้มีคอนเทนต์มาลงแฟนเพจแล้วเว้ยยยยยย

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ (เสียงหัวเราะอย่างเสียสติของข้าพเจ้าดังลั่นแม่น้ำคงคา)

T_______T”

/มีน้ำตาซ่อนอยู่ในเสียงหัวเราะริมแม่น้ำคงคา

ปากก็บอกพี่อัศว่า … คุณพี่น้องต้องจ่ายค่านวดเท่าไหร่อ่ะ …

พี่อัศบอกว่า น่าจะโดนสัก 1 พันรูปี … 500 บาท นั่นแหละ

นี่ก็ถูกนวดไปเรื่อย สัก 30 นาทีเลยนะ

พอท่าสุดท้ายนวดหัว นวดคอ … มันพีคตรงเค้าแจ้งราคาตอนนวดคอเฟ้ยยย

จากเสียงยิ้มแย้ม เสียงคุยไปหัวเราะไป ลุงเปลี่ยนเป็นเสียงเย็นๆว่า

” กู้ดใช่ไหมมมมม … 2 พันรูปีนะ” //นวดคอไป (ฟีลบีบคอ) แจ้งราคาด้วยเสียงเย็นยะเยือกไป

บ้าไปแล้วววววววววววววววววววววววว 1 พันบาทเนี่ยนะ อีบ้า แพงกว่าสปาหรูที่เวียดนาม ที่ไทยอีก

นี่ก็ให้พี่อัศช่วยต่อรองสุดฤทธิ์ …

การนวดยังคงดำเนินต่อไป แต่คนไทยก็พยายามหาวิธีแก้สถาการณ์ ด้วยการให้พี่อัศใช้ความเป็นผู้หญิงช่วยต่อรองให้
และให้พี่อัศ เตรียมเงินแบงค์พันรูปีไว้ … ให้พี่อัศเป็นคนจ่ายจากเงินกองกลาง เพื่อไม่เปิดกระเป๋าตังค์ให้เห็นว่าเรามีเงินเยอะ (เป็นปึก)

พอนวดเสร็จ หัวงี้มึนเลย เพราะเลือดไหลเวียน แต่หัวหมุนไปมา ก้มๆ เงยๆ เยอะ

สุดท้ายพอสติเริ่มมาก็เริ่มต่อรอง

โน่ววว พรีส … วัน เท้าสนั้น ลาาาาาาา

ต่อกันไป ต่อกันมา เค้าก็ไม่ยอมหรอก 1500 … 1200 สุดท้ายก็ยื่นให้ มีเท่านี้แหละ 1,000 รูปี (500 บาท) เอาไหม

เค้าก็โอเค ๆ รับเงินไปยิ้มแย้มแจ่มใสดี แล้วก็ช่วยปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าเรา

แต่หมดกัน เสื้อกันหนาวที่จะใส่ตลอดทริป กางเกงที่เอามาแค่ 2 ตัว … นี่เท่ากับพังไปหมด เปื้อนหมดแล้วยจ้า

มีแต่ดิน มีแต่ฝุ่นเต็มเสื้อเลย

ปล. เกลียดการมองแบบเหยียดของหมาขี้เรื้อนที่นั่งเกาๆ แล้วมองเราแบบแสยะยิ้มจริงๆ

ปล.2 จ่ายเงินเสร็จ มีการหันมาถามพี่อัศด้วยนะว่า ไม่นวดบ้างเหรอ

โน่ววววววววววววววววววววววววววววววววววว ตอบอย่างเสียงดัง เราก็รีบเช็คของ
(เค้าก็ช่วยนะ บอกเช็คของเราเลย ว่าแบบมือถือ กระเป๋าตังค์ ของมีค่ายูอยู่ครบนะ  แสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าเราไม่ได้ขโมยของยูเด้อ)

แล้วเราก็รีบชิ่งออกมาจากตรงนั้นโดยไว

แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ วันแรกก็เจอแขกรับน้องของจริงแล้วสินะ 

ถูกแขกรับน้อง นวดริมแม่น้ำคงคา ที่วิดีโอนี้ คลิกเลยจ้า

เดินเที่ยวแถวนั้น มันอุดมไปด้วยการรุมของเจ้าถิ่นจริงๆนะ

ทั้งขายนวด ขายกระทงบูชาแม่น้ำ ขายทริปล่องเรือ ชี้ชวนขายของที่ระลึก
เป็นอะไรที่สับสนอลหม่านมาก

แม้กระทั่งเรายืนๆ ถ่ายรูปอยู่ ก็จะมีคนมาขอถ่ายรูปคู่เรางี้ (เคยได้ยินเค้าเล่ามา ไม่นึกว่าจะเจอกับตัวเอง)
หรือแม้กระทั่งลอกมุม ลอกไอเดียการถ่ายรูปมุมเดียวกับเราเป๊ะๆ ก็มี

โอ๊ย อะไรเนี่ยอินเดีย

แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า อินเดีย เป็นประเทศที่มีเสน่ห์มากกกก เอกลักษณ์บ้านเมือง ผู้คน วัฒนธรรมชัดเจนมาก
คือถ่ายรูปแนวสตรีทนี่สวยจริง มุมถ่ายรูปสวยๆเยอะมาก แม้จะดูน่ากลัวไปนิดสำหรับ “ครั้งแรก” ของเรา

แต่ก็เริ่มรู้ละว่า การปฏิเสธ หรือ เดินหนีเพื่อเอาตัวรอดต้องทำยังไง
เพราะนี่เสียค่าครูให้กับการนวดริมแม่น้ำคงคาไปเรียบร้อยแล้ว 555+


เมืองนี้มันจะดีมากถ้าไม่มีควัน ไม่มีฝุ่น แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะอากาศมันหนาวมาก ชาวบ้านต้องก่อกองไฟเพื่อผิงไฟเพิ่มไออุ่นคลายความหนาวกัน

** ดังนั้น อย่าลืมพกหน้ากากอนามัยกันฝุ่นควัน PM 2.5 มาใส่กันนะ สภาพอากาศเป็นพิษกว่าที่เมืองไทยมาก
แต่พอเราสวมหน้ากาก เราก็แปลกแยก เป็นจุดเด่นทันที เพราะชาวอินเดียคนท้องถิ้่นเค้าไม่ใส่หน้ากากกัน

อีกจุดที่เราตะลึงก็คือ ตรงที่เค้าเผาศพกันริมแม่น้ำ กองไฟลุกโชนหลายสิบจุด ควันงี้ตลบอบอวลไปหมด …
เราเลยถึงบางอ้อว่า อ๋อ ควันเยอะ ๆ มาจากจุดนี้ด้วยนี่เอง

แต่ๆ ขอเตือนว่า เค้า “ห้าม” ถ่ายรูปในระยะใกล้นะ … นี่เรายืนไกลๆ แถวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเค้าถ่ายกัน ถ่ายไกลประมาณนี้พอได้
แต่ใกล้กว่านี้จะโดนคนในท้องถิ่นมาดุได้


พอเริ่มมืด อากาศยิ่งหนาว ลมพัดเอาความเย็นจากแม่น้ำมาตีหน้า ระดับเริ่มหนาวสะท้านทรวง
พวกเราก็เดินขึ้นบนฝั่งเพื่อไปหาอะไรกิน … ช่วงหน้าหนาว มันมืดไวมาก

เดินไปตามถนนเส้นเมนหลักของเมือง คนเยอะมาก เพราะกลางคืนเค้าจะแปลงสภาพเป็นถนนคนเดิน พ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแผงกันพรึ่บ


เห็นคนเค้ามุงกัน เราก็ไปมุงด้วย … อย่างร้านนี้ขายเสื้อกันหนาวมือสอง
นี่ก็ไปคุ้ยกองกับเค้าด้วย

ลองไปลองมา อ้าว ได้เสื้อคลุมยาวๆสีน้ำตาลสไตล์แฮกริด ในเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์เลย

พอดีเราอ้วนไง ใส่ปุ๊บแฮกริดเป๊ะเลย … ก็เลยควักเงินซื้อมาในราคาตัว 200 บาท … เดี๋ยวใส่คอสเพลย์เป็นแฮกริดพรุ่งนี้เลย

ไม่สน ไม่ซัก จะมาจากศพใครเราก็ไม่สน … ไม่กลัวเจ้าของเก่ามาทวงด้วยนะ 5555+

มาทวงเสื้อคืนจะด่าให้ ฮ่าๆๆๆ

คืนนี้ เรามาจบกันที่ร้านอาหารที่ติด 1 ใน 10 ร้านดัง ร้านดี ร้านแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

กับร้าน Phulwari Restuarant

สภาพก็ตามที่เห็นครับ … แต่ดีนะ อาหารอร่อยมาก อยู่ในระดับที่มาซ้ำได้นะ

กินเสร็จก็เดินย่อยแถวตลาดนัดสักหน่อย … ก่อนจะเดินกลับที่พักกัน …

บรรยากาศแถวที่พัก บรรยากาศมันดี๊ดี เดินเล่นแล้วสยองดี ชอบๆๆๆ

จบตอนที่ 1 แล้วจ้า … รอบหน้าจะพาไป มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน ที่ไหน พาราณสีมีอะไรให้ทำ เราจะพาไปเที่ยวต่อนะ อย่าลืมติดตามกันนะ

ชอบกด Like กด Share ให้เราด้วยนะ

You may also like

Leave a Comment