Travel

พาราณสี EP.2 ล่องคงคาที่พาราณสี และวันสิ้นปีที่อินเดีย

posted by oatkrubpom April 21, 2020 0 comments

เหตุเกิดจากการที่เราจองตั๋วรถไฟไปเที่ยวพุทธคยา ตามเส้นทางแสวงบุญยอดนิยมคนไทยไม่ได้
เราเลยต้องหาอะไรทำ ทำ ทำ ให้มันครบ 5 วันถ้วนในพาราณสี … จะมองว่าเฮ้ยมาไม่คุ้มก็ได้
แต่จะมองว่า เรามาอยู่นาน ได้สำรวจซอกแซกไปทั่วทุกมุมมันก็ได้แหละ (โลกสวยมาก)

 

 

มั่ว งง หลงทิศ ผิดแผน : พาราณสี EP.2
30 ธันวาคม 2562 / พาราณสี อินเดีย

เช้าวันใหม่ … ไม่สิ เราไม่เรียกเช้า เพราะกว่าตื่น ลุกขึ้น บิดขี้เกียจ งัวเงีย ลากสังขารตื่นไปอาบน้ำ ออกจากที่พักก็สายมากแล้ว เกือบๆ 10 โมงเลยแหละ
แต่โผล่หัวออกมาดูบรรยากาศข้างนอก ไร้แสงแดด เมฆแน่นครึ้ม หนาวมากกกก หนาวแบบควันออกปาก …
แถวที่พักอบอวลไปด้วยควันไฟที่ชาวบ้านผิงไฟกันตามริมถนนเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นกัน

นี่คงเป็นเพราะฤดูหนาว ทำให้เราไม่ค่อยได้กลิ่นควันไฟเท่าไหร่ จมูกมันด้านไปเลย ฟึดๆฟัดๆ

เราเดินออกจากที่พักเพื่อ “เดินสำรวจทาง” ไปโรงแรมที่พักที่ต่อไป ที่เราต้องย้ายมาพักในอีก 3 คืนที่เหลือ (ขยันย้ายโรงแรมมาก)
ดังนั้นเราเลยต้องมาเดินดูหน่อยว่าโรงแรมอยู่ที่ไหน พรุ่งนี้จะได้เดินไปถูก

ระหว่างทาง เราเจอกับคุณลุงผู้ขายชาไจ … ที่เค้าบอกว่าไปที่ไหนในประเทศนี้ก็เจอมันทุกหัวมุมถนน
เมื่อวานก็เจอ วันนี้ก็เจอลุงขายอีก ดังนั้นเช้านี้ก็เลยขอจัดไปสักแก้ว … ชาร้อนๆใส่นม กับอากาศหนาวๆ มันเข้ากันดี๊ดี

ระหว่างที่กินอยู่ ก็มีพี่ขอทานผู้หญิงมาสบตาแล้วทำท่าแบบว่า ขอชาให้ฉันหน่อย ฉันไม่ได้ขอตังค์นะ ขอแค่ชา หรือ โยเกิร์ต ให้ลูกชั้นหน่อย

นี่หันไปสบตาปุ๊บ ก็แบบว่า เอาไงดี ถ้าให้คนนี้ จะตามมาเป็นพรวนแบบที่คนอื่นเตือนไว้ก่อนมาเที่ยวไหม …
หันไปสบตาลุง ลุงก็ทำหน้า แบบว่า ” แล้วแต่เมิงเลย ”

พวกเราก็เลยจิ้ม ๆ สั่งโยเกิร์ตให้เค้ากินกัน ไปคนละถ้วย แม่ 1 ลูกอีก 2

เอาเถิดได้ทำบุญช่วงปีใหม่  …

ความสนุกของการเดินลัดเลาะไปตามซอยก็คือ การต้องเดินหลบคน หลบมอไซค์ที่ขับเข้ามาในซอย ที่สำคัญ หลบวัว ที่เดินไปมาสไตล์เจ้าถิ่น
นี่ก็ปลื้มมากกกกกก ขอถ่ายรูปคู่กับนางหน่อย

… ถ่ายรูปกับนางเสร็จ นางก็เขร้โชว์เลยจ้าาาาาาาาา … ฟักทองบดเต็มถนนเลยพี่จ๋าาาาา

อย่างที่บอกว่าสวันนี้เราไม่รีบร้อนอะไร เลยเน้นการเดินชมบ้านชมเมือง เดินฟังเสียงคนชักชวนซื้อของไปเรื่อย ๆ

แต่ที่เราอดแวะไม่ได้ก็คือ ร้านหนังสือ เป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าไปต่างประเทศ เราต้องไปซื้อหนังสือเล่มหนึ่งไว้สะสม
นั่นก็คือ “เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince)” ในเวอร์ชั่นภาษานานาชาติ

เดินหลงๆอยู่ในเมือง ก็เจอกับร้านขายหนังสือร้านแรก … INDICA BOOKS

ร้านนี้เป็นร้านขายหนังสือเก่า รวมหนังสือไว้เยอะมาก ด้านในร้านฝุ่นเยอะ ๆ บรรยากาศเหมือนเดินซื้อหนังสือในตรอกไดแอกอน หนังสือวางเรียงอัดแน่นชั้น ราคาก็ไม่ได้แพงมาก

ทักทายลุงที่เฝ้าร้านอยู่ แล้วเราก็ส่งรูปปกหนังสือเจ้าชายน้อย ปกน้ำเงินที่คนรู้จักกันดี ให้เค้าดูว่าอยากได้เล่มนี้ … ลุงก็พยักหน้าหงึกๆ
หายไปแว้บนึง ลุงก็ยื่นหนังสือการ์ตูนมาให้เล่มนึง เป็นรูปของเด็กผู้ชายชูดาบ … เราก็เถียงว่า ไม่ใช่มั้งงงงงง หน้าตาไม่เหมือนเจ้าชายน้อยที่เรารู้จักเลย

ลุงถึงขั้นหยิบหนังสือมาอ่านให้ฟังว่า นี่ๆ ตรงหน้าปกเค้าเขียวว่า แต่งโดย … อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี

เออ … ลุงเก่งจริงไม่ติงนัง ไม่หลอกเรา ฮ่าๆๆๆ เย้ๆ ได้เจ้าชายน้อยเวอร์ชั่นภาษาฮินดีมาเก็บเข้าคอลเลคชั่นแล้ว
ถ้าจำไม่ผิด เล่มนี้ราคาเล่มละ 150 บาท (หนังาสือเก่า หนังสือสะสมเลยราคาสูงนิดนึง)

ถัดมาอีกไม่กี่ก้าว ก้เจอร้านหนังสือร้านที่ 2 UNIVERSAL BOOK CO.

ร้านนี้พิเศษมาก บรรยากาศร้านดีงาม มีสองชั้น ตกแต่งอบอุ่น สะอาดสะอ้าน หนังสือจัดเป็นระเบียบ

ที่สำคัญร้านนี้มีโปสการ์ด และแม็กเน็ตที่ระลึกขาย ราคาไม่แพงมากไม่ต้องเหนื่อยต่อรอง ราคาแปะกันชัดๆนี่แหละ เอ้อ รับบัตรเครดิตด้วยนะ

ภารกิจเริ่มต้นอีกครั้ง เราก็บอกลุงว่าอยากได้หนังสือ เจ้าชายน้อย มีไหมๆ … ลุงก็ให้น้องพนักงานพาไปเลือก ปรากฎว่า เหลือแค่ปกนี้ปกเดียว
เวอร์ชั่นอื่นๆ หมดจ้า ขายเกลี้ยงเลย เอา ไม่เป็นเป็นไร ได้มาอีเล่มก็ดีใจแล้ว … เล่มนี้ราคา 75 บาท ฮะ

ปล. ร้านนี้ ลุงเจ้าของร้านใจดีมาก ให้ข้อมูลเราเยอะมาก แนะนำที่เที่ยว ร้านอาหาร แบบดีสุดๆ
ถ้าหนาว ถ้าคิดอะไรไม่ออก อยากหลบหนีผู้คน หนีเสียงอึกทึก ผู้คนแออัดจอแจ
แนะนำร้านนี้เลย … เข้ามาในร้านนี่เงียบสงบ บรรยากาศเหมือนเราซ่อนตัวในหลุมหลบภัย เราจะสบายใจ

เดินวนเดินวนมา กว่าจะเจอโรงแรมก็เล่นเอาเหนื่อย เข้าซอกเข้าซอย งงทางไปหมด

เลยไปคุยกับฟ้อนต์โรงแรมว่า พรุ่งนี้ช่วยให้คนไปรับ เอาคนไปขนกระเป๋าให้ฉันด้วยนะ 2 คน
เค้าก็ดอเค เซย์เยส ตกลงกันว่าพรุ่งนี้ตกลงจะส่งคนไปรับที่หน้าโรงแรมเดิมตอน 10 โมงเช้า

งานนี้ไม่ไหวแล้วต้องใช้เงินทำงานแล้ว ต้องเอาเงินฟาดให้ผู้ชายมาแบกกระเป๋าให้แล้วจ้าาาา

นี่ๆ ตัวอย่างทางเดินไปโรงแรม ต้องมุดลอดอุโมงค์มืดด้วยนะ 555+

หลังจากนั้นเราก็หาพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งปรับปรุงเสร็จใหม่ … นี่ก็เดินไปถามคุณตำรวจ ตำรวจก็ไม่รู้จัก … คนรู้จักก็ทำหน้าอึนๆ ก็จะค่อยลุกจากหน้ากองไฟไปชี้ให้ดูว่ามิวเซียมไปทางไหน

สรุป มิวเซียมมันอยู่แถวๆตลาด ทางเดินลงน้ำ ใกล้ๆกับ SRHEE CAFE ที่กินเมื่อวานนั่นเอง

จากในภาพร้านอาหาร SRHEE CAFE จะอยู่ซอยซ้ายมือที่มอไซค์ขับออกมา ส่วนมิวเซียม ก็เดินตามป้ายสีเหลืองเล็กๆนั่น
เดินทะลุตลาดไปเลย … ถ้าเดินขวามือ ก็จะเป็นท่าเมน กั๊ต ที่เราโดนหลอกให้ไปนวดริมแม่น้ำคงคานั่นแล


เกือบจะเดินเลยอยู่แล้วเชียว แต่ก็เห็นทางเข้าลางๆอยู่ ในที่สุดเราก็เจอกับ Observatory of  Man Singh หรือ ถ้าเรียกตามชื่อใหม่ เค้าเรียกว่า Jantra Mantra (จันทรา มนตรา ?) … ซึ่งชื่อ จันทรา มนตรา เนี่ย ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก แต่ป้ายสถานที่ท่องเที่ยวดันใช้ชื่อนี้ 5555+

ค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติก็ 250 รูปี แต่ๆๆๆ เพียงท่านแสดงพาสปอตไทย ท่านก็จะได้จ่ายในราคาคนอินเดีย
เหลือคนละ 25 รูปี เหลือ 12.50 บาท เท่านั้น

เปิดทุกวันตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น ถึง 3 ทุ่ม

ก้าวแรกที่เข้าไป รู้สึกภูมิใจมาก เพราะว่า เท่าที่รู้ ยังไม่มีคนไทยมาทำรีวิวที่นี่เลย อิอิอิ รู้สึกเป็นผู้บุกเบิก

ที่นี่เพิ่งทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 โดยปรับปรุงอาคารหอสังเหตุการณ์ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง ใช้เทคนิคพิเศษในการนำเสนอให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ห้องแรกที่สรุปเรื่องราวสถานที่สำคัญของเมืองพาราณสี และเมืองใกล้เคียงไว้ในรูปแบบ 3D ที่ตอนแรกก็นึกด่าในใจทำไมรูปบนจอเบลอจัง
จนคุณเจ้าหน้าที่รู้ว่าเราเป็นคนไทย เค้าเลยไขกุญแจ เอาแว่นตาสามมิติมาให้เราใส่ ภาพถึงชัดขึ้น ดูวิดีทัศน์สนุกขึ้นเลย

//ขอเม้าท์หน่อย มีครอบครัวคนอินเดีย ขอใส่แว่นแบบนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้าง เจ้าหน้าที่ไม่ให้เด้อ ให้แต่นักท่องเที่ยวดู 5555+

ด้านในเค้าไม่ค่อยเน้นแสดงโบาราณวัตถุเท่าไหร่ เค้าเน้นนำเสนอผ่านนิทรรศการ เนื้อหา แสง สี สื่อผสม มากกว่า
ข้อดีคือ เค้าสรุปมาให้แล้ว ข้อมูลกำลังดีเลยแหละ …
ใครมาเที่ยวพาราณสี ถ้ามาเริ่มที่นี่ก่อน จะช่วยบรีฟความเป็นมาของเมืองโบราณสี่พันปีแห่งนี้ได้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้นนครับ

ด้านบนสุดของอาคารก็มุมีสวยๆให้เราถ่ายรูปกัน
รวมไปถึงมีนาฬิกาแดดขนาดใหญ่ให้เราไปเรียนรู้กันด้วยครับ


ระเบียงดาดฟ้าอาคาร เห็นแม่น้ำคงคาสุดลูกหูลูกตา สวยสุดๆไปเลยครับ

เดินจนเหนื่อย ก็กลับที่พักไปนอน 5555+ แก่แล้วอ่าเนอะ จะมาเที่ยวสมบุกสมบันไม่ได้
ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมที่พัก ก็เดินผ่านร้านขายอาหาร เห็นชาวบ้านต่อแถวซื้อกันยาวเหยียด เลยขอลองบ้าง แม้จะดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ (ไม่ได้กลัวขี้แตกเลยจ้า)
นี่ซื้อข้าวผัดที่ใส่กระทงใบไม้มากิน อืม เราว่าหมือนกระทงที่ใส่ของเซ่นไหว้มาก ฮ่าๆๆ … สั่งมา ก็ยืนกินหน้าร้านนั่นแหละ

พอชิมรสชาติ อร่อยเด้อ … เหมือนข้าวผัดแกงเขียวหวานอ่ะ แล้วเค้ารวดน้ำจิ้มเหมือนน้ำจิ้มไก่ลงไป … อร่อยไปอี๊ก

กระทงนี้ เพียง 10 รูปี หรือ 5 บาทเอง ดีนะ ได้ลองอะไรแบบคนท้องถิ่นกินกัน

หลังจากรีวิวบ่นมายืดยาว ตอนนี้ถึงหัวข้อรีวิวนี้สักที นั่นก็คือ การไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคา

จริงๆที่อ่านรีวิวมา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ไปต่อรองเรือกันริมแม่น้ำนั่นแหละ ราคาก็ไม่ได้แพงเลย บางคนได้ลำละ 600 รูปี หรือราว 300 บาท / 2 ชั่วโมงอะไรแบบนี้

แต่พวกเรา “ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง” ไม่อยากให้จิจใจขุ่นมัว ก้เลยใช้บริการจองกับโรงแรมนั่นแหละ กับทริปล่องแม่น้่ำคงคายามเย็น
ในราคาร 2,000 รูปี หรือราว 1,000 บาท หารมาก็คนละ 500 บาท … ถามว่าแพงไหม แพงนะ แต่ถามว่าจ่ายไหม ก็จ่ายสบายๆนะ พอดีไม่มีปัญหาทางการเงิน ฮ่าๆๆๆๆๆ พูดไปให้คนหมั่นไส้เล่นๆ อิอิอิ

เรานัดกับคนเรือมารับที่โรงแรมเพื่อพาเดินไปลงเรือตอน 5 โมงเย็น กะว่ายังพอมีแสงสักนิดก่อนจะมือ … พอดผล่หัวออกมาจากที่พัก โหววว ฟ้ามืดครึ้ม มืดไวผิดปกติ
ดั่งท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใด… คงค๊าาาาาาา !!!

คนเรือก็พายไปเรื่อย ไม่มีบรรยานใดๆ ก็คงหนาวมั้ง ขนาดพวกเรายังหนาวเลย นั่งกันตัวขด เสื้อผ้านี่หอบกันมาจากที่พักเพียบเพื่อมากันลม

ล่องแม่น้ำคงคามันดีอย่างนึงก็คือ กลางคืนทางภาครับเข้าส่องไฟไปที่ตัวอาคาร เพิ่มสีสันให้เมืองโบราณแห่งนี้ดูสวยงามยิ่งขึ้น

มาถึงท่าไฮไลต์ ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาดูกัน นั่นก็คือ ท่าที่เค้าไว้ใช้เผาศพ “มณิกรรณิกา ฆาฑ” (Manikarnika Ghat)

เวลาเผานี่เค้าก็เผาตามวรรณะเค้านะ ใครวรรณะสูง ก้เผาด้านบน หรือบนตัวอาคาร ด้านล่างก็เนอะ …

เค้าว่ากันว่า ไฟที่เผาศพที่นี่ไม่เคยดับเลยมากว่าพันปี เพราะมีคนมาเผาสพกันตลอดเวลา

จากบนฝั่งเราไม่สามารถถ่ายรูปได้ใกล้ๆนะครับ
แต่ถ้าอยู่บนเรือ นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันสนั่นเลย
แต่ทางนี้ได้แต่เพียงพิจารณาด้วยตาเนื้อไป ไม่ได้ถ่ายรูปในระยะใกล้ๆ มุมตรงๆกลับมา
เราว่าปล่อยให้ครอบครัวผู้วายชนม์ได้มีเวลาส่วนตัวของเค้าดีกว่า

พายเรือกันต่อ ก็มาถึงท่า แมนกั๊ต ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของเมือง (ท่าเดียวกับที่เราถูกแขกจับนวดริมแม่น้ำนั่นแหละ)
ที่นี่ในยามค่ำคืนจะถูกปรับมาเป็นสถานที่กระทำพิธีไฟ หรือ พิธีอารตี พิธีที่ถูกจัดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และมีการกระทำทุกค่ำคืน

ทั้งชาวอินเดีย และนักท่องเที่ยวต่างมาชุมนุมกันเพื่อชมพิธีอย่างใกล้ชิด … อย่างเราก็ลอยเรือดูจากกลางแม่น้ำนี่แหละ
นี่ถ่ายรูปมาให้ดูเลยว่าเรือแน่นมาก คนเต็มแม่น้ำไปหมดเลย

อยู่กลางแม่น้ำน่านๆมันก็หนาว จู่ๆ ก็มีพ่อหนุ่มกระโดดดึ๋งๆ จากเรื้อลำนั้นไปลำนี้เพื่อขายอะไรสักอย่าง
นี่ก้โบกด้วยจ้า … บอกมาทางนี้หน่อย พ่อหนุ่มอาละดินก็กระโดดข้ามเรือมาถึงเรา เพื่อมาขายชาร้อนๆ
นี่ก็เลยสั่งชามะนาวมากินกันคนละแก้ว สั่งให้คุณคนพายเรือด้วย ไม่ไหวๆ มันหนาว ร่างกายต้องการความอบอุ่น

บรรยากาศช่วงหนึ่งที่ประทับใจก็คือ พอพิธีดำเนินไปถึงช่วง(อะไรสักอย่าง) ชาวบ้านที่อยู่บนเรือพร้อมใจกันจุดไฟ เพื่อลอยกระทงประทีปลอยในแม่น้ำคงคาเพื่อบูชาไฟอย่างพร้อมเพียงกัน

เป็นช่วงเวลาที่ประทับใจยิ่งนัก


พอล่องเรือเสร็จ ก็หิวจ้าาาาาา
ใกล้กับที่พักเรา เราสังเกตเห็นร้านอาหารแลดูไฮโวอยู่ เลยบอกให้คุณคนขับเรือไปจอดท่านั้น เพื่อไปหาอะไรกินกัน

กับร้านนี้ชื่อร้าน ภัตรคารโลมา DOLPHIN RESTURANT อยู่ติดกับมิวเซียมที่เราเพิ่งไปมาเมื่อบ่ายวันนี้นั่นเอง

สำหรับที่นี่ ราคาก็ถือว่าสูงที่สุดในทริปพาราณสีของเราแล้วแหละ แต่ก็ต้องยอมเคต้า เพราะว่า วิวสวยมาก (กลางวันหนะสวย กลางคืนมองไม่เห็นวิวแม่น้ำหรอก)

รสชาติอาหารดี ไวไฟฟรีแรง บริการเยี่ยม ห้องน้ำสะอาด มีดนตรีพื้นเมืองคลอไประหว่างเราทานอาหาร ที่สำคัญ มีเบียร์คิงฟิชเชอร์ขายด้วย

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แซบมาก เบียร์นี้อร่อยมากกกกก ต้องลอง ต้องลองงงงงง

**เบียร์เนี่ยไม่ได้มีขายตามร้านทั่วไปนะ เพราะเค้าเป็นเมืองฮินดูที่เคร่งครัดมาก …
ต้องร้านอาหาร หรือโรงแรมที่มีใบอนุญาตถึงมีขาย … และร้านเหล้าที่ขายนี่ตั้งอยู่นอกเมืองเลยนะ
แต่ถ้าอยากกิน ก็สั่งโรงแรมได้ เค้าจะให้คนไปซื้อให้ อิอิอิ

ได้เวลาเช็คบิล … ค่าอาหาร 1103 รูปี หรือราว 550 บาท (หารมาคนละ 275 บาทเอง) >>> อันนี้จ่ายบัตรเครดิตได้
แต่เบียร์เนี่ย ต้องจ่ายแยกเป็นเงินสดเท่านั้น เบียร์ 2 ป๋อง 500 รูปี (250 บาท) เอาง่ายๆ เบียร์กระป๋องใหญ่ ป๋องละ 125 บาท นั่นเอง

ชื่นใจ

ปล. เค้าแจก PASS PASS ฟีลแจกลูกอมดับกลิ่นปาก … แต่พอลองกินเข้าไป แหงะ อี๋ว อู้วว เผ็ด แสบ ร้อน … มารู้ตอนหลังว่ามันคือเม็ดอมรส “หมาก” นั่นเอง

หยึ๋ยยยยยยยยย

กินเสร็จก็กลับที่พัก … นอน


 

31 ธันวาคม 2562 / พาราณสี อินเดีย

 


วันสุดท้ายของปี 2562 เดินทางมาถึงแล้ว …
ปีนี้เป็นปีที่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่สำหรับเรา นี่ก็ได้แต่หวังว่าขึ้นปีใหม่ จะมีอะไรดี ๆ เข้ามาในชีวิต
รวมไปถึง ทริปพาราณสีนี้เป็นทริปล้างใจ
กลับเมืองไทย เราจะไปลาออกจากงานแล้วแหละ … ขึ้นปีใหม่ได้เวลาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองแล้ว

 

ตื่นเช้า แพ็กกระเป๋าให้เรียบร้อย เตรียมย้ายโรงแรม …

พอเช็คเอาท์เสร็จ นี่ก็นั่งรอโรงแรมใหม่ส่งคนมายกกระเป๋าให้ รอนานมาก จนถอดใจ ก็เลยเดินลากกระเป๋าไปเอง
พอเดินออกไปได้นิดหน่อย โรงแรมส่งข้อความมาหลังไมค์ บอกว่า “โอ้ววว ขอโทษ ที่ช้า เจ้าหน้าที่โรงแรมกำลังไป เธอรออยู่ไหน”

เราตอบไปว่า “รอแถวตลาด” … แล้วถ่ายรูปส่งให้ฮีดู … รอสักพัก เค้าก็มารับหกระเป๋ายกซอกแซกไปโรงแรม … ซึ่งตัดสินใจไม่พลาดเลย
กระเป๋าหนักๆ ทางที่เข้าซอก เข้าซอยอันแสนลึกลับ … ขนาดแค่เดินตามเค้ายังเหนื่อยเลย 555+

ถึงที่พักใหม่เราแล้ว DWIVEDI Hotels ที่นี่มีพี่ที่รู้จักกันแนะนำมา …เค้าบอกเคยมาพักที่ดี บริการดี ห้องสะอาด วิวสวย

นี่ก็เลยตามคำแนะนำมา

ห้องขนาดกระทัดรัด ตอนจองไปห้องเตียงคู่เต็ม ก็เลยแยกห้อง นอนห้องละคนไปเลย ตกคืนละ 700 บาท / คน / คืน
ยังดีที่คุณเจ้าหน้าที่จัดห้องติดกันให้ เลยอุ่นใจใช้ไดรฟ์เป่าผมร่วมกันง่าย 555+

นี่วิวจากตรงร้านอาหาร … วิวสวยมากแม่

ปลื้มปีติ

ขยับตัวเดินหลายร้อยก้าว ก็หิวละ … เราขอแนะนำร้านนี้ LAZIZ BITE  เพราะร้านนี้ ไม่มังสวิรัต ร้านนี้มีเนื้อไก่ให้กิน

เย้ๆๆๆๆ ได้กินเนื้อแล้ววววว

ร้านนี้น้องเจ้าของร้านอวดมากว่า เนี่ยชั้นลงทุนไปตลาดนอกเมืองเพื่อซื้อไก่มาขายเลยนะ ร้านอื่นไม่ทำแบบนี้นะ เพราะร้านอื่นเป็นชาวฮินดู ส่วนฉันเป็นชาวพุทธ ชาวพุทธกินเนื้อได้

เออ จริงของเค้านะ

มาแล้วววว ได้กินเนื้อไก่แล้วววววว ได้โปรตีนจากเสื้อสัตว์เข้าสู่ร่างกายแล้ว หลังจากเป็นมังสวิรัตมาหลายมื้อ
สรุป .. อร่อย อร่อยมากกกกก มากจนต้องมากินซ้ำถึง 2 มื้อเลย

ข้อดีของร้านนนี้คือ ฟรีไวไฟเยี่ยมยอด / สั่งชาร้อนจากร้านข้างๆมากินได้ด้วย น้องพนักงานเค้าจัดการสั่ง-มาเสิร์ฟให้เองเลย / ราคาไม่แพง

ข้อเสีย คือ ทำนานมาก จะกินอะไรแนะนำสั่งทีเดียว ไม่งั้นรอจนหลับ เขียนโปสการ์ดเสร็จไปตั้งนึง อาหารก็ยังเสิร์ฟไม่ครบ 555+

*** วันแรกที่ไปกิน เรากำลังกินอยุ่ก็ได้ยินเสียงคนไทยลอยมา เงยหน้าไปดู จำได้ว่าเป็นชาวคณะคนไทยที่มาไฟท์เดียวกัน
เห็นเค้าตัดสินใจว่าจะกินร้านนี้ดีหรือเปล่า เลยหันไปยิ้มให้แล้วบอกว่า “กินเลยครับ ร้านนี้อร่อย มีไก่ทอดให้กินด้วย”
… พร้อมแนะนำให้เค้ากินข้าวผัดบิยานนี่ด้วย มันอร่อยมากกกกกกกกก

ได้คุยกันนิดหน่อย เค้าบอกเค้าอยู่าพาราณสีแค่สองวัน เดี๋ยวพรุ่งนี้เคต้าไปพุทธคยาแล้ว … บินไป ตั๋วถูกดี

แงๆๆๆ อิจฉา … คนไปเที่ยวพุทธคยา

กินเสร็จก็คุยกันว่า “ทำอะไรดี” นึกไม่ออกก็เลยคิดว่าจะเดินซอกแซกไปตามซอยต่างๆ
แล้วก็ลองไปเดินเลียบแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือ ทวนน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่เป็นการเที่ยวแบบไร้สาระจริงๆ 555+

เดินมาเรื่อยๆ ก็หาของกิน เจอร้านขายของชำกำลังต้มชาไจอยู่ ก็เลยสั่งบ้าง
ทีนี้ระหว่างรอชาต้ม ตาก้เหลือบไปเห็น “นมกล่อง” หน้าตาคล้ายๆโยเกิร์ตในหม้อดิน ที่เราวันก่อน
นี่เลยคว้ามากิน … คุณคนขายบอกว่า “ดีๆ อร่อยๆ เป็นที่นิยมนะ”

พอคว้ามากิน … วี๊ด เชี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ไม่เคยกินอะไรรสชาติแบบนี้มาก่อน
เปรี้ยวๆ เค็มๆ เผื่อนๆ ฝาดๆ บาดคอไปหมด >__<” กินติดจมูก รสติดลิ้นไปหมด

ถึงขั้นไม่ไหวแล้ว … ต้องค่อยแอบหย่อนทิ้งถังขยะไป ไม่ไหวๆ ไม่อร่อยเลย แง เสียดายเงินค่าลองของ 5 บาท

ได้ชาไจมา เราก็ต้องกินกับแครกเกอร์ยี่ห้อนี้ ” Parle-G หรือ พาเร-จี” …
อร่อยมากกกกกกกกกกกกกก อันนี้อร่อยจริงๆ ต้องซื้อนะ ต้องซื้อกลับไทยเด้อ

อร่อยจนต้องขอชีวิต กินมันทุกวัน  … เราซื้อกลับไทยแพ็กใหญ่ 1 กิโลเลยเด้อ 555+

กินเสร็จก็เดินต่อ เดินไปในย่านที่ปกตินักท่องเที่ยวไม่เดินกัน … เดินจนคนท้องถิ่นเริ่มมองด้วยสายตาแบบ … พวกเมิงหลงมาทำอะไรแถวนี้

ก็เลยตัดสินใจ เดินลงไปเดินเล่นแถวริมแม่น้ำแทน

โหวววว วันนี้อากาศสดใส มีแสงแดดสีทองส่องไปทั่วแม่น้ำคงคา … จากที่วันก่อนอากาศขมุกขมัวฟ้ามืดครึ้มหนาวจัีด
กลายเป็นแดดสวย ฟ้าสว่าง ผู้คนออกมาซักผ้า นั่งตากแดดอุ่นๆกันเต็มเลย … โลกพาราณสีสวยสุดๆเลยวันนี้

ในบรรดารูปที่ถ่ายมาทั้งหมด นี่คือหนึ่งในรูปที่เราชอบที่สุดในทริปนี้

พี่น้องสองคนช่วยคุรพ่อคุณแม่เก็บผ้า

คู่รักหนุ่มสาว และคู่รักวัยกลางคน นั่งคุยกัน ตากแดด ชมวิวแม่น้ำอย่างมีความสุข

เราชอบอินเดียอย่างหนึ่งตรงที่วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม อาคารบ้านเมืองมันชัดเจนมาก …

ใครเป็นสายสตรีท ชอบถ่ายภาพบ้านเมือง ผู้คน … อินเดียนี่ถ่ายรูปสนุกจริงๆ ลั่นชัตเตอร์กันรัว ๆ เลยครับ

นี่ขนาดเราถ่ายภาพด้วย iPhone กล้องมือถือยังสวยเลย … กล้องดิจิตัล คงออกมาสวยกว่านี้แน่ๆ

Boat ride ?

เราจะได้ยินเสียงชักชวนนี้ลอยมาเรื่อย ๆ ตออดทางที่เราเดินเลียบแม่น้ำ เราก็ปฏิเสธไปเรื่อยๆ เพราะว่าเมื่อวานเราล่องเรือกันไปแล้ว

จนสุดท้ายเรามาสะดุดตรงเสียงหงอยๆ ว่า ” Why Everybody say No” พร้อมทั้งทำหน้าเศร้าใส่ … เราก็กล่าวขอโทษไป พร้อมบอกเราล่องเรือไปแล้ว

เค้าก็เข้าใจนะ ยิ้มๆให้แล้วเดินจากไป …

—-

จู่ๆเราก็ปิ๊งไอเดีย เพราะจำได้จากในพันทิปงว่าคนส่วนใหญ่เค้าล่องเรือกันในราคาแค่ 600 รูปี หรือราว 300 บาท เอง

เลยชวนพี่อัศว่า “เราล่องเรืออีกรอบไหม ชมวิวพระอาทิตย์ตก” พี่อัศก็บอก ได้นะ วันนี้ไม่หนาวมากด้วย เสื้อกันหนาวที่ใส่มาน่าจะรอดอยู่

และช่วยกันต่อรองว่า เอาเหอะ … ลองดูต่อรองสักลำนึง เอาราคาแค่ 600 รูปีนี่แหละ เกินกว่านี้ไม่เอา อิอิอิ

ปรากฎว่า คุยกับคนเรือแถวนั้น … ได้ราคาที่ตั้งใจไว้เลย เราเลยได้ล่องเรือกันอีกที ในเวลาฟ้าใสยามเย็น

คุณคนพายเรือคนนี้เราก็ช่างจั่ซคนเก๋มา เพราะว่าเค้าสามารถร้องเพลงได้ด้วย ฮีบอก นี่ฮีร้องเพลงให้นักท่องเที่ยวฟังบ่อยนะ
คนให้ทิปเค้าเยอะเลยเแหละ (นั่นไง วิธีเต๊าะเงินแบบชาวอินเดีย)

เราก็ เอาดิ ร้องเพลง … เอาเป็นว่า บรรยากาศกลางแม่น้ำคงคาที่ใหญ่โต เงียบสงบ แต่มีเสียงร้องเพลงลอยตามลมมา … ก็เพลินไปอีกแบบนะ

เราขอให้เค้าร้องเพลง Dola Re Dola ที่ประกอบหนังเรื่อง Devdas เดฟดาส ทาสหัวใจ เหนือแผ่นดิน ที่ชารุก ข่าน และ ไอศวรรยา ไรย์ แสดง

เค้าก็ตกใจ ถามว่าเรารู้จักเพลงนี้ด้วยเหรอ … เราก็บอก นี่นี่แฟน ชารุก ข่าน เลยนะจ๊ะ … และแล้วฮีก็ร้องให้ฟังจริง ๆ

Dola Re Dola Re Dola Re Dola
Haye Dola Dil Dola Mann Dola Re Dola

ระหว่างนั้น เราก็ถามคุณคนพายเรือว่า เราเก็บน้ำได้ไหม มันสะอาดจริงหรือเปล่า … เค้าบอกสะอาด เก็บได้
เราก็เลยเอาแบบอย่างคนอินเดีย ตักน้ำแม่น้ำคงคากลับไทยเลยจ้า … พาราณสีมันค่อนข้้างเป็นต้นน้ำ น้ำในแม่น้ำคงคาเลยสะอาด
นี่ลองจับดูก็ไม่เหนียวมือ ไม่มีกลิ่นเหม็นนะ … เอากลับมาไทย ไปตั้งไว้ตรงโต๊ะหมู่บูชา ผ่านมาสองสามเดือนแล้วก็ยังแลดูสะอาดดี

แนะนำอย่างหนึ่งว่า ใครอยากได้ภาพสวยๆ แบบมีนก (นางนวล หรือนางแอ่น) เข้าฉาก ก็จงซื้อขนมปังติดตัวมาโปรยขึ้นฟ้า … แล้วนกจะแห่มารุมกินอาหารให้เราถ่ายรูปกัน

โอ๊ยยยยย สวยมาก โรแมนติกมากแม่

ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก เราก็สลับให้คุณคนพายเรือเค้าถ่ายรูปให้บ้าง แล้วก็รอช่วงเวลาสุดพิเศษ

ถ่ายภาพกับแสงสุดท้ายของปี 2562

หลังแสงสุดท้ายของปีลับเหลี่ยมโลกไป ก็ได้เวลาขึ้นฝั่ง
เที่ยวเราให้เค้าไป 1,000 รูปี หรือราว 500 บาท … หารมาก็คนละ 250 บาท กับ 2 ชั่วโมง ราคาก็พอๆกับดูหนังบ้านเรานั่นแหละ

เป็นช่วงเวลาที่เพอร์เฟคมาก

ล่องเรือเสร็จ ขึ้นฝั่ง ก็หิวปั๊บ ก็เลยเดินขึ้นฝั่ง ไปตะกายหาอะไรกิน …

อีตอนเดินกลับดันเลือกเดินขึ้นฝั่งด้านที่ไม่ีเคยขึ้น พอเดินไป อ้าว เป็นที่เผาศพอีกจุดนึงซะงั้น

บรยยากาศแบบเงียบๆ แสงกับลังเริ่มหมด พอหันไปมองที่พื้นน ผ่างงงงง เจอศพห่อผ้าขาววางอยู่พื้น

นี่พากันร้องเสียงหลงวิ่งหนีอุตหลุด …

พอเดินบึ่งหนีไป แทนที่จะเดินเส้นทางหลัก ดันคิดว่าเดินทางลัดดีกว่า เลยทำให้เรามาเดินในถนนหลังโรงแรม มรณัง โฮเต็ล

สถานที่คนใกล้ตายเค้ามานอนค้างกัน เพื่อที่ว่าหากตายแล้ว จะได้ชัวร์ว่า จะได้ทำพิธีริมแม่น้ำคงคาแน่นอน เผาง่ายๆ ไม่พลาดการกลับไปเฝ้าพระเจ้า

บรรยากาศมันได้มาก … บรื๋อ …

ปล. ด้วยความที่ท่าเรือที่เราขึ้นมันเป็นท่าที่เค้ามาเผาศพกัน (ท่าเผาศพเล็กๆ) เดินๆอยู่ ดันมีขบวนแห่เสียงดังลั่นมากั้นเราไว้
เลยเดินข้ามถนนไม่ได้

พอขบวนแห่มาตรงหน้า เอ๋า ดันเป็นขบวนแห่สพห่อผ้าขาวมาเลยจ้า

มาขยับมาโยกกันตรงหน้านี่แหละ

วี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


พักเรื่องหลอนๆ มาเข้าเรื่องกินกันดีกว่า

ร้าน BROWN BREAD BEKERY ก็มีคนแนะนำมาว่าร้านนี้ดี … แถมติดท็อป 10 ร้านที่ควรมาเจิมด้วย
ก็เลยขอจัดไปสักมื้อ

ร้านนี้กินไปได้ทำบุญไป เพราะร้านนี้มุ่งเน้นการสร้างอาชีพให้กับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ด้อยโอกาส
ให้ได้ทำงาน ได้มีโอกาสเรียน สร้างทักษะชีวิตให้เค้าดูแลตัวเองได้ตอนโต
รวมไปถึงรายได้ส่วนหนึ่งจากร้านอาหาร ยังไปสนับสนุนมูลนิธิในดูแลอีกด้วย

/อิ่มบุญมาก

พอกำลังจิบชาขิงไม่ทันไร จู่ๆไฟก้ดับ ทำให้เราต้องกินข้าวมันทั้งๆที่ไฟดับนี่แหละ 555+

โอ๊ยยยยย ชีวิตหนอชีวิต

สรุป …
รสชาติ 3/10 ฮอทดอกไหม้เกรียม แข็งโป๊ก ขนมปังที่เป็นตัวชูโรงแข็งจนอยากเอาไปละลายน้ำก่อนกิน

อิ่มบุญ 10/10 พุทโธ ธัมโม สังโฆ … ขอร่วมอนุโมทนาบุญ ผ่านอาหารมื้อนี้ให้น้องๆมีโอกาสที่ดีในการศึกษาต่อไปด้วยเถิด สาธุ

กินเสร็จ ก็เดินกลับที่พัก
ระหว่างทาง สองคนเราก้ได้หาจะห้าม จะปรามกันไม่ ต่างก็ชี้ชวนกันชอปปิ้ง

ขนาดร้านคุณยายข้างทาง เรายังชอปปิ้งได้แบบทะลายร้านเลย … เพราะคุณยายมีทุกสิ่ง มีทุกอย่าง
ร้านรกๆของยายเหมือน จีฉ่อยที่สามย่าน ฟีลเหมือนควักของที่อยากได้ออกมาจากกระเป๋าวิเศษของโดราเอมอน

คุณยายยอมใจการชอปปิ้งของชาวไทยมาก … เสนออะไรมา เราก็กวาดซื้อหมด 555+

ปล. วันอื่นๆ ผ่านแก ก็ยังแวะทักทาย แวะอุดหนุนแกหลายรอบมาก 555+


ผ่านมาอีกร้านนึง วี๊ดดดดด ร้านที่เรามองหา นั่นก็คือร้านขายสติ๊กเกอร์ … เราได้ไอเดียมาจากพี่อัศ ที่ไปเที่ยวไหน ก็จะซื้อสติ๊กเกอร์จากประเทศนั้นๆมาแปะๆให้ทั่วกระเป๋าเดินทาง

ช่วยให้กระเป๋าเราไม่เป็นรอยง่าย (แต่มีคราบเทปกาวมาแทน)

ช่วยให้เรากระเป๋าไม่โดนขโมย เพราะมองเห็นชัดจากสายพาน

ร้านลุงของเยอะมาก มีแม้กระทั่งสติ๊กเกอร์รูปดารา … เราก็รู้จัก สองสามคน เช่น ชารุก ข่าน / ไอศวรรยา ไรย์ อะไรแบบนี้

ลุงก็ ว๊าวๆ ยูรู้จักด้วยเหรอ … ลุงเลยควักเอาแผ่นนี้มาให้ นี่ๆ คนนี้ชื่อ ซัลมาน ข่าน … พี่น้องของชารุกอ่ะ

ลุงบอกว่า ข่าน แฟมิลี่ เป็นดาราทั้งบ้าน

อร๊ายยยย ปลื้มข้อมูลที่ลุงให้มาก เราเลยกวาดซื้อมาหมดเลย

กลับที่พักปุ๊บ เราลองติดปั๊บ สรุป ติดไม่ได้สักอัน เพราะสติ๊กเกอร์ เก่าเก็บ เทปกาวเสื่อมสภาพหมดแล้ว 5555+


ก่อนจาก เลยขอถ่ายรูปกับลุงและลูกชายลุง ที่ตอนแรกมีนัดต้องรีบไปรับแฟนไปเคาน์ดาวน์
แต่เจอพ่อสกัดดาวรุ่ง บอกให้ช่วยมาเป็นล่ามขายของให้สองนักท่องเที่ยวชาวไทยก่อน

555+ สงสารน้องแท้ๆ โดนสกัดความรัก

เดินกลับที่พักเสร็จ ก็แยกย้ายไปเอนตัวพักก่อน  เพราะคืนนี้เราต้องอยู่กันจนเที่ยงคืน

คืนนี้เป็นคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ … สืบมาได้ว่า ที่นี่เคาน์ดาวน์ไม่ธรรมดานะ มีจุดพลุทั่วเมืองเลย
แต่ยูต้องไปอยู่บนดาดฟ้านะ พลุสวยมาก

อร๊ายยยยยยย คาดหวังมากกกก

พอเวลา 23.30 น. ก็ชวนพี่อัศไปหที่ร้านอาหารของโรงแรมกัน

อร๊ายยยย เจอกลุ่มแขก และพนักงานโรงแรมกำลังสสำราญกัน เปิดเพลงร้องคาราโอเกะลั่นคุ้งแม่น้ำคงคา

แต่ละคนออกสเตปกันมันส์หยด … เข้าใจฟีลเพลงแขกไหม คือเพลงมันมันส์มาก แล้วนี่ยิ่งเป็นแขกที่เมาแล้วด้วย ยิ่งเต้นมันส์ไปใหญ่

นี่ก้ไปสั่งเบียร์คิง ฟิชเชอร์ไปดริ้งค์บ้าง

ถามพนักงานว่า เอ้า ดื่มแอลกอฮอล์ได้เหรอ ปกติคนฮินดูไม่ดื่มกันไม่ใช่เหรอ มันบาปนะ

น้องพนักงานบอกว่า จุ๊ๆ ไม่เป็นไร วันเดียว … 555+


เอ้า ชนนนนนนนนนนน

หลังจากลองดื่มแล้ว ส่วนตัวเราว่า เบียร์ คิง ฟิชเชอร์ กระป๋องเขียว อร่อยกว่าสีแดงนะ

พอใหล้เวลานับถอยหลัง เราก้ปีนขึ้นไปดาดฟ้าของโรงแรมเพื่อดุพลุที่จะถูกจุดอย่างยิ่งใหญ่ทั่วเมือง

5

4

3

2

1

Happy new Yaer 2020 … yeahhhhhhhh

แปะๆ

ปุ้งๆ 

ฟิ้วๆ

เอิ่ม พลุจุดกันจากหลังคาบ้านใครบ้านมันแบบ ปุงๆ ปังๆ  … ไหนที่คนท้องถิ่นบอกอลังการมาก จุดกันเว่อร์วัง ทั่วเมือง

งืออออ เหมือนเด็กแถวบ้านจุดพลุเล่นช่วงวันลอยกระทงเป๊ะ

เอิ่ม … คือว่า … คือ …

สวัสดีปีใหม่ 2563 ครับ

— จบรีวิวนี้แบบอึ้งๆ ไปพร้อมกับพลุสุดอลังการงานสร้างของเมืองพาราณสี  … เจอกันใหม่ กระทู้หน้า ราตรีสวัสดิ์ครับ —

 

 

You may also like

Leave a Comment